Pages

Showing posts with label 12-Week Lifting Program. Show all posts
Showing posts with label 12-Week Lifting Program. Show all posts

Tuesday, September 11, 2012

What is HIIT (High Intensity Interval Training)?? การออกกำลังกายแบบ HIIT คืออะไร

สวัสดีค่ะ :)

วันนี้แอนจะบล็อก/อธิบายเกี่ยวกับการออกกำลังกายในรูปแบบ HIIT หรือ High Intensity Interval Training นะคะ ว่ามันคืออะไร และทำไมการออกกำลังกายแบบนี้ถึงได้ผลดีกับการลดไขมัน(Fat loss) จะพยายามอธิบายอย่างสั้นๆ เข้าใจง่ายนะคะ



ยกตัวอย่างนะคะ เช่นทุกวันๆ เราวิ่งวันละ 45 นาที วิ่งถนนเส้นเดิม หรือถ้าใครวิ่งบนเทรดมิลล์ ก็วิ่งที่ระดับความเร็วแบบเดิม แรกๆเราอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อนานเข้า ความเปลี่ยนแปลงนั้นมันหยุดชะงักเอาดื้อๆ ...ที่เป็นแบบนี้เพราะ การออกกำลังกายที่เราทำอยู่ซ้ำๆแบบเดิมๆ ร่างกายเราจะปรับตัวกับการออกกำลังกายแบบนั้นได้(ร่างกายเราฉลาดนะคะ) แล้วทำให้เผาผลาญแคลอรี่น้อยลง ร่างกายเราไม่ได้ถูกออกแบบให้เผาผลาญไขมันนะคะ แต่ถูกออกแบบสะสมไขมันเก็บไว้เป็นแหล่งพลังงาน


แล้วทีนี้ เราจะทำยังงัยให้ร่างกายเผาผลาญไขมัน ??? เราก็ต้องเล่นทริคกับร่างกายเราล่ะค่ะ :) ที่บอกว่าเล่นทริคนี้ ไม่ใช่เล่นมายากลนะคะ แต่เราจะทริคโดยใช้การออกกำลังกายแบบ High Intensity Interval Training( HIIT)
HIIT คือ การฝึกอย่างหนักหน่วงเป็นช่วงๆ การออกกำลังกายแบบนี้จะเป็นแบบ เร็วสลับช้า(Max effort หรือ Sprint period และ Rest period) โดยจะเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ให้เพิ่มขึ้น และลดลง เป็นจังหวะๆ ซึ่งจะใช้เวลาตั้งแต่10นาที จนถึง 30 นาที การออกกำลังกายแบบนี้ สามารถใช้ได้ทั้งเครื่องคาร์ดิโอ ไม่ว่าจะเป็น เทรดมิลล์, เครื่องปั่นจักรยาน, Elliptical Trainer, ว่ายน้ำ, วิ่ง , กระโดดเชือก หรือว่าการออกกำลังกายแบบ bodyweight ส่วนตัว แอนชอบ กระโดดเชือก ไม่ก็ Bodyweight :)

ตัวอย่าง HIIT Workout
                                  


วิธีนี้ จะทริคร่างกายของเราใช้ดึงพลังงานออกมาใช้ให้มากที่สุดในช่วงของ Sprint period

การทำ HIIT ให้ได้ผลที่ดีที่สุดนั้น ในช่วง Sprint period เราต้องพุชตัวเองถึง Max effort พูดง่ายๆก็คือ มีแรงเท่าไหร่ ใส่ไปให้หมดในช่วงนั้นล่ะค่ะ  และที่สำคัญ เราต้องสามารถทำsprint ซ้ำได้ ไม่ใช่ว่า รอบแรกก็หมดแรงแล้ว ตรงนี้เราจึงต้องกำหนดเวลา rest period ให้พอ เพราะถ้าเราพักไม่พอ ใช้เวลาพักสั้นเกินไป พอถึงรอบการทำ sprint  เราไม่มีแรงพอ มันก็จะลดประสิทธิภาพของการออกกำลังกายเรา บางครั้ง เราอาจจะตั้ง rest period ให้เท่าๆกับ sprint period หรือว่า อาจจะยาวกว่า...ก็ไม่เป็นไรนะคะ ไม่ผิดกฏ ตราบใดที่พอถึงตอน Sprint เราทำได้อย่างเต็มแรง เต็มที่

แล้วเราจะรู้ได้ยังงัยว่า Max effort เราแค่ไหน ?? ตรงนี้ เครื่องวัดการเต้นของหัวใจ(Heart rate monitor) จะช่วยบอกได้ โดยสามารถคำนวณตัวเลขได้ที่นี่
http://www.freedieting.com/tools/target_heart_rate.htm

สำหรับแอน ใส่ตัวอายุ 31 ลงไป
Interval Training  149 BPM
Light/Recovery    112 BPM
ถ้าใครไม่มีเครื่องวัด ก็ประมาณเอาได้ค่ะ แบบเอาช่วย Sprint Period Intervals ให้มันเหนื่อยๆหน่อย   ช่วงพักก็ผ่อนแรงให้เบามากๆไปเลย

ดังนั้น การออกกำลังกายแบบ HIIT ร่างกายเราจะเผาผลาญแคลอรี่และไขมันได้มากมาย ภายในเวลาสั้นๆ ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดไขมัน แล้วเล่นเครื่องเล่นทำคาร์ดิโอ เป็นชั่วโมงๆ แต่ไม่เห็นผล ลองเปลี่ยนรูปแบบมาเป็น HIIT ดูสิคะ เพราะว่าการออกกำลังกายแบบนี้ เราจะไม่สูญเสียกล้ามเนื้อ เนื่องจาก HIIT จะช่วยเพิ่มระดับของฮอร์โมนให้เจริญเติบโต(อ่านเพิ่มเติม Growth Hormone) ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะกระตุ้นให้มีการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ และ ช่วยเผาผลาญไขมัน ดังนั้นระบบเผาผลาญเราจะทำงานได้ดีขึ้น ลองนึกภาพเปรียบเทียบรูปร่างระหว่าง นักกีฬาวิ่งระยะสั้น (100 ม.) กับนักวิ่งมาราธอน นะคะ นักกีฬาทั้งสองประเภท มี body fat % น้อยมากๆ  แต่ว่า นักกีฬาวิ่งระยะสั้นนั้น มีมวลกล้ามเนื้อมากกว่านักวิ่งมาราธอน ตรงนี้อธิบายได้ดีว่า การทำ HIIT นั้น เราจะไม่สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ  :)

                                  


ใน 12-Week Lifting Program จะมี HIIT เข้ามาด้วยในสัปดาห์ที่ 5-6 ทั้งนี้เพราะ เมื่อเราใช้วิธี HIIT ผสมผสานเข้ากับการเล่นเวทเทรนนิ่ง (weight training)  จะทำให้การทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้สมบูรณ์ที่สุด เพราะระบบเผาผลาญจะทำงานได้นานถึง 48 ชั่วโมง หลังจากที่คุณหยุดการออกกำลังกายแล้ว

ตั้งใจจะให้สั้นๆ แต่อยากให้ครอบคลุม เลยยาวไปหน่อย :)

บทสรุป
HIIT ช่วยให้การออกำลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวคือ เห็นผลดีได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนประเภทที่กำลังจะลดน้ำหนัก หรือ สร้างกล้ามเนื้อ  เราทำ HIITรวมกับเวลาวอร์มอัพกับยืดเส้นคลายกล้ามเนื้อแล้ว ก็อยู่ที่ราวๆ 30-40 นาทีเท่านั้น น้อยกว่าเวลาที่ผู้หญิงส่วนมากใช้แต่งหน้าทำผมอีก  เพราะฉะนั้น คนที่บอกว่าไม่มีเวลาลดความอ้วน ลดน้ำหนักจะไม่มีข้ออ้างอีกต่อไป คิดดูว่า เพียงแค่ 30-40 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละแค่ 3-4 วัน จะทำให้สุขภาพคุณแข็งแรงขึ้น อารมณ์แจ่ม
ลดเวลาที่เล่นเน็ต เล่นเฟซบุ๊ค ดูละคร ช็อปปิ้ง ทำเล็บ ฯลฯ แบ่งเวลาเหล่านั้นทำสิ่งให้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเถอะค่ะ

แอนจะมี HIIT 20 นาที ลงที่บล็อก ภายในอาทิตย์นี้ ติดตามต่อไปนะคะ มีข้อสงสัย โพสคอมเม้นท์ทิ้งไว้ได้นะคะ
แอน



ติดตามอัพเดทของบล็อกได้ทาง Drop Dead Healthy Facebook Page

Saturday, August 11, 2012

Introduction of 12-Week Lifting Program

สวัสดีค่ะทุกคน

ในที่สุดก็ได้เวลาลงโปรแกรมตัว 12-Week Progressive Lifting เสียทีนะคะ แอนลงลิงค์ของแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ไว้ด้านล่าง แต่ก่อนจะเริ่มโปรแกรม คนที่ไม่ได้โหลดจากเว็บ  The Sweaty Betties อันนี้เป็นคำแนะนำ ที่ Danny J. ลงไว้ อ่านให้นะคะ

                                    How do I get the most from this program?

สำหรับคนที่ไม่เคยยกเวทมาก่อนเลย  หรือว่าห่างหายจากการออกกำลังกายไปนาน เนื่องจากหยุดพักเพราะอาการบาดเจ็บ ตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มออกกำลังกายทุกชนิดนะคะ
 If you have never followed any kind of lifting program before or if its been awhile, here are a few tips for your success:
 1.จัดตารางออกกำลังกายนะคะ จดใส่ปฏิธินไว้ จะได้ไม่เบี้ยว
    Schedule your workouts-- put them on the calendar so you have an "appointment" to do them
 2. อย่ายกเวทติดต่อกัน 2 วันเป็นอันขาด ยกตัวอย่าง อาทิตย์ที่ 1,2 อาจจะเป็น จ.,พ.,ศ. เป็นต้น เนื่องจากกล้ามเนื้อเราจะได้มีเวลาพักฟื้นฟู ร่างกายเราจะสร้างกล้ามเนื้อตอนที่เราพักนะคะ ไม่ใช่ตอนที่ออกกำลัง

    Do not schedule more than 2 workouts in a row. --Suggestions for the first two weeks: Mon, Wed, Fri or Tues, Thurs, Sat
3. ถ่ายรูป Before พร้อมกันใช้สายวัด วัด ต้นแขน รอบอก รอบเอว สะโพก ต้นขา สายวัดเป็นตัววัด Progress เราได้ดีที่สุด อย่าพึ่งตัวเลขบนตาชั่งอย่างเดียว
    Take "before" pictures and progress pictures!  Write down your measurements, its always great to track progress!
4. การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเรามีความสม่ำเสมอในการออกกำลังกาย และทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ 
 Always remember that physical change will come from a consistance of both clean diet and exercise. Eat to nourish your body, not subotage your training.

5. ฟังสัญญาณจากร่างกายนะคะ ถ้ารู้สึกเจ็บแบบที่ไม่ใช่อาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อ หรือเจ็บแปล๊บที่ข้อต่อ หยุดทันที อย่าฝีนทำต่อ เพราะจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ Listen to your body-- if you feel pain or hear "grinding" in joints, STOP.

ถ้ารู้สึกว่า สัปดาห์นั้นๆเราทำได้ไม่เต็มที่และอยากยืดเวลาออกไป โดยทำวีคนั้นซ้ำ สามารถทำได้นะคะ You maye even stay one week longer, if you feel that was a struggle and you could get stronger.

วีคที่ 1 และ 2 นั้น โปรแกรมได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ร่างกายเราคุ้นเคยกับการยกเวท และสอนท่าพื้นฐาน อาทิตย์นี้เราจะยกเวท 3 วันนะคะ  เป็นแบบ Full Body หรือการใช้กล้ามเนื้อทุกส่วน ส่วนคาร์ดิโอ ก็คือ การเดินทุกวัน วันละ 15 นาที หรือใครจะทำโยคะ ว่ายน้ำ พิลาทิส ปั่นจักรยาน อะไรก็ได้นะคะ แต่พยายามให้ Avtive ทุกวัน
 ท่า Plank นั้น เป็นท่าที่ช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อ Core แข็งแรงมากขึ้น ถ้าไม่สามารถทำได้ในเวลาที่กำหนด อย่าลืมจดไว้นะคะ เพราะอาทิตย์ที่ 2 ถ้าเราทำได้นานขึ้น เราจะสามารถแทร็ค progress เราได้
Weeks 1 &  2-- Weeks 1 & 2 are designed to get your body acclimated to lifting and basic movements. They are 3-day FULL BODY routines. The plank holds are designed to help your core and hopefully you will be able to hold longer the second week than the first (write it down!)

                                    






อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในโปรแกรมนี้ สำหรับคนที่ออกกำลังกายที่บ้านนะคะ
1. เซ็ทดัมเบลล์ บาร์เบล สำหรับคนเริ่มต้น ไม่จำเป็นต้องใช้ชุดใหญ่มากเลยค่ะ แค่ ชุด 5 lbs., 8 lbs, และ 10 lbs. ก็โอเคแล้ว
หรือ
- Resistance Bands หาซื้อได้ตามทาร์เก็ต วอลล์มาร์ท หรือร้านขายอุปกรณ์กีฬา(อันละประมาณ 10 กว่าเหรียญ หรือถูกกว่า) ไม่ก็ซื้อออนไลน์ มี 3 ขนาด Light, Mediun, Heavy สามารถใช้ผสมกันได้เพื่อเพิ่มความยาก/ง่าย
- กระเป๋าที่มีซิปรูด หูหิ้ว...กระเป๋าผ้าอ้อมลูกก็ได้นะคะ แอบยืมมาก่อน
3 .Exercise ball , Step หรือเก้าอี้,....ของใช้ในบ้านเรา สามารถเอามาประยุกต์ได้นะคะ ทำยังงัย ติดตามในเวิร์คเอาท์ค่ะ :)
4.สมุดจด Workout journal
5. นาฬิกาจับเวลา หรือโหลด apps ได้นะคะ gymboss apps เป็นต้น

การเลือกเวท สำหรับโปรแกรมนี้ ในท่าที่มีการใช้เวทเข้ามาร่วม เราจะทำ repitions หรือ reps อยู่ที่ 12-15 ครั้ง เพราะฉะนั้น เราควรเลือกน้ำหนักเวทที่เราสามารถยกได้ 15 ครั้ง โดยที่ 3 ครั้งสุดท้าย(ครั้งที่ 13,14,15) เราควรจะเริ่มรู้สึกยาก กล้ามเนื้อเริ่มเบิร์น แต่ว่าเรายังสามารถทำท่านั้นได้อย่างถูกต้อง

คำณวนน้ำหนักจาก 60% ของน้ำหนักเวทที่คิดว่าตัวเองจะยกไหวแค่ 1 ครั้ง เช่น ถ้าคิดว่าตัวเองสามารถยกดัมเบลล์ขนาด 30 พาวด์ ท่า Bicep curlsได้ 1 ครั้ง(ฟอร์มถูกนะคะ แรงจากกล้ามแขน ไม่ใช้แรงโมเมนตัมตัว) 60% ที่ควรใช้ใน 15 ครั้งก็คือ 18 พาวน์ ( 30 x 0.60 = 18) เพิ่มหรือลดอยู่ใน 5 พาวน์  คือเวทหนัก 15 พาวน์ หรือ 20 พาวน์
หากเซ็ทที่ 2 กล้ามเนื้อเริ่มล้า  วางเวทนั้นลง แล้วเลือกน้ำหนักที่เบาลง ซึ่งอันนี้เป็นปรกตินะคะ อย่าอีโก้สูง อย่าฝืนทำต่อ เพราะมันจะเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บเปล่าๆ

การทำ repitions หรือ reps ที่อยู่ระหว่าง 12-20 ครั้ง เราจะไม่ Bulking หรือเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อนะคะ เพราะถือเป็น High Reps กล้ามเนื้อเราจะเป็นแบบ lean mass
แต่เราเลือกเวทที่น้ำหนักเบาไป อย่างพวกเวท 1-3 พาวน์ มันจะไม่เกิดผลลัพธ์

Low Reps (1-5 reps) : Generally, exercising for low reps emphasizes muscular strength and neurological improvements.
In other words: Your gains are more strength than size or endurance. 1-5 ครั้งจะ เพิ่มความแข็งแรง มากกว่าขนาด

Medium Reps (6-10 reps) : When you lift for medium reps, you get some strength, but not as much. Your body responds by increasing muscular size, primarily.
In other words: Your gains are more size and endurance than strength. 6-10 ครั้ง จะเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อและความทนทาน มากกว่าเน้นเพิ่มความแข็งแรง

High Reps (13-20+ reps): When you lift for high reps, you get little strength, but more endurance. Each repetition doesn’t require that much strength, so your body doesn’t require better neurological efficiency or muscular size.
In other words: Your gains are more endurance than size or strength. 13-20 ครั้ง จะเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ แต่ไม่เพิ่มขนาดและความแข็งแรง

อ่านประโยชน์ของการยกเวท หรือ strength training ที่แอนบล็อกไว้ได้ที่นี่ Ladies you must lift weight.

พร้อมแล้วเริ่มกันเลยค่ะ ;)

ตารางออกกำลังกาย
สัปดาห์ที่ 1 และ สัปดาห์ที่ 2 วันที่ 1 Total Body Workout
สัปดาห์ที่ 1 และ สัปดาห์ที่ 2 วันที่ 2 Total Body Workout
สัปดาห์ที่ 1 และ สัปดาห์ที่ 2 วันที่ 3 Total Body Workout

สัปดาห์ที่ 3 และ สัปดาห์ที่ 4 วันที่ 1 & วันที่ 3 Upper Body
สัปดาห์ที่ 3 และ สัปดาห์ที่ 4 วันที่ 2 & วันที่ 4 Lower Body

สัปดาห์ที่ 5 และ สัปดาห์ที่ 6 วันที่ 1 & วันที่ 3 Upper Body
สัปดาห์ที่ 5 และ สัปดาห์ที่ 6 วันที่ 2 & วันที่ 4 Lower Body

 สัปดาห์ที่ 7 และ สัปดาห์ที่ 8 วันที่ 1 Leg and Cardio
สัปดาห์ที่ 7 และ สัปดาห์ที่ 8 วันที่ 2 Chest ,Triceps & Cardio
สัปดาห์ที่ 7 และ สัปดาห์ที่ 8 วันที่ 3 Back & Biceps + Cardio
สัปดาห์ที่ 7 และ สัปดาห์ที 8 วันที่ 4 Shoulders,Abs & Calf + HIIT 20 minutes

สัปดาห์ที่ 9 และ สัปดาห์ที่ 10 วันที่ 1 Legs & Shoulders + 30 minutes Incline Walk
สัปดาห์ที่ 9 และ สัปดาห์ที่ 10 วันที่ 2 Chest & Arms + HIIT Cardio 20 minutes
สัปดาห์ที่ 9 และ สัปดาห์ที่ 10 วันที่ 3 Legs & Glutes + Incline Walk 30 minutes
สัปดาห์ที่ 9 และ สัปดาห์ที่ 10 วันที่ 4 Back & Shoulders + HIIT Cardio 20 minutes

สัปดาห์ที่ 11 และ สัปดาห์ที่ 12 วันที่ 1 Total Body + Incline Walk 30 minutes
สัปดาห์ที่ 11 และ สัปดาห์ที่ 12 วันที่ 2 Total Body + HIIT 20 minutes Cardio
สัปดาห์ที่ 11 และ สัปดาห์ที่ 12 วันที่ 3 Total Body + Incline Walk 30 minutes
สัปดาห์ที่ 11 และ สัปดาห์ที่ 12 วันที่ 4 Total Body + HIIT 20 minutes cardio