Pages

Showing posts with label workout tips. Show all posts
Showing posts with label workout tips. Show all posts

Friday, August 15, 2014

Train like a woman ผู้หญิงกับผู้ชาย ควรเทรนเหมือนกันหรือไม่?? และตัวอย่างตารางฝึก

สวัสดีค่ะผู้อ่าน :)

ช่วงนี้แอนมาๆหายๆที่เพจ  จนกระทั่งเฟซบุ๊คส่งข้อความมาบอกว่า Your fans want to hear from you แสดงว่าหายไปนานมากสินี่ ขอโทษด้วยจริงๆค่ะที่ไม่ค่อยเขียนอะไรให้อ่านกัน เหตุผลคือ ช่วงนี้ลูกๆปิดเทอมกัน พากันตะลอนเที่ยว ทำกิจกรรมนอกบ้านแทบทุกวัน เด็กๆพลังงานล้นเหลือมาก(แหม ถ้าแบ่งให้แม่สักครึ่งได้ก็ดีนะ จะได้ไม่ต้องโด๊ปกาแฟบ่อย) ปล่อยให้อยู่ในบ้านล่ะก็ บ่นเบื่อกัน อีกเหตุผลนึงก็คือ แอนเริ่มต้นหาข้อมูลจะกลับไปเรียนต่อและทำงานไวๆนี้ เพราะลูกชายคนเล็กจะเข้าอนุบาลปลายสิงหานี้แล้ว อยู่เป็นแม่บ้าน เป็นแนนนี่เลี้ยงลูกมาตั้ง 5 ปี ตอนนี้ถึงเวลาที่แม่จะได้โบยบินบ้างล่ะค่ะ :)






ก่อนเข้าเรื่อง เดี๋ยวขอเขียนที่มาของหัวข้อนี้ก่อน

อาทิตย์ก่อน แอนกับครอบครัวไปเที่ยวบ้านสามีที่รัฐ Pensylvania ไปเยี่ยมญาติๆกับพ่อของสามีกัน ถือเป็นการพักผ่อนไปในตัวด้วย เพราะไม่ต้องทำกับข้าว ทำงานบ้าน...ปีนึงได้หยุดงานสักอาทิตย์นึง ถ้าทำงานจริงๆ คงได้ตำแหน่งพนักงานดีเด่นไปแล้วแน่เลย
ตอนไปดินเนอร์กับเพื่อนๆสมัยไฮสคูลของสามี เม้าท์กันมันส์เหมือนรู้จักกันมานานนม มีเพือนผู้หญิงคนนึงในกรุ๊ป ขอแทนชื่อว่า เจน นะ เจนถามเกี่ยวกับเรื่องออกกำลังกาย นี่คือบทสนทนา ตัดมาแต่เนื้อๆนะ เพราะน้ำมันเยอะ

เจน : "Ann, you have 2 kids but still are in such a great shape!How do you do it? What kind of workout do you do? Tell me,tell me. " แอน, ขนาดยูมีลูกสองคนแล้วนะ ยังหุ่นดีอยู่เลย ทำยังงัยเหรอ? ออกกำลังกายยังงัย? บอกมาเดี๋ยวนี้นะ

แอน(คิดในใจ ทำไมเจนไม่เป็นหนุ่มๆฟระ แหมม) : Aww thanks, Jane! I lift weights. Heavy weights. Not those cute pink dumbbells. And I do exercises like Deadlifts, Squats, Hip thrusts, Push ups, Chin ups..." หวายย...ขอบใจจ้าเจน ชั้นยกเวท เวทหนัก ไม่ใช่พวกดัมเบลล์แบ๊วๆสีชมพู แล้วก็ทำพวก สคว็อท เดดลิฟท์ จุ๊มุเหิรฟ้า(เจนคงส่ายหน้างง ท่าอะไรของหล่อนยะ ฮึ) ดันพื้น ดึงข้อ...ประมาณนี้จ้า

เจน (( ทำตาโต)) : Really?? I thought that to have a toned body, you need to lift light weight and do tons of reps. Like Tracy Anderson's method. Or do pilates or yoga. Women shouldn't be lifting heavy,right? We shouldn't workout like men. Are you in sport or something?  ห๊ะ จริงหราาาา นี่ไอนึกว่า จะมีรูปร่างโทนๆได้นี่ ต้องยกเวทเบาๆ ครั้งสูงๆ แบบวิธีของเทรนเนอร์ เทรซี่ แอนเดอน์สัน (เป็นเซเลบเทรนเนอร์ของ กวินเน็ธ ถ้าใครไม่เคยได้ยิน ลองกูเกิ้ลดูได้) หรือทำพวกพิลาเต้ โยคะเท่านั้น ผู้หญิงไม่ควรจะยกเวทหนักๆแบบพวกผู้ชายไม่ใช่เหรอ แล้วนี่ยูเล่นกีฬาหรือฝึกเวทไปเพื่ออะไรหรือเปล่า?

แอน : No, I train for life. I love lifting. I started out like other women. Just want to lose post-baby weight. I used to be a cardio bunny. And actually any exercise is good! It's better than nothing. Although from my own experience, if you want a nicely shaped body and a sustain fat loss, strength training will give a body that you are after for. Well, that needs to combine with a good nutrition too." ไม่ได้เล่นกีฬาหรอก(นอกจากกีฬาในร่ม 555) ชั้นเทรนแบบเพื่อชีวิตน่ะเธอ ศิลปินเพื่อชีวิตประมาณนั้น หลงรักการยกเวท ตอนแรกชั้นเริ่มต้นออกกำลังกาย ก็เพียงเพราะอยากลดน้ำหนักหลังคลอดน่ะแหละ เคยทำแต่คาร์ดิโออย่างเดียว ซึ่งจริงๆแล้วทุกวิธีการออกกำลังกายน่ะ ดีหมดแหละจ้า ดีกว่านั่งก้นแปะติดโซฟาเฉยๆ  แต่ถ้าจากประสบการณ์ส่วนตัวนะ ถ้าเธออยากมีหุ่นดี มีสัดส่วน ช่วยให้น้ำหนักที่ลดแล้วมันไม่เด้งดึ๋งดั๋ง ควรจะให้ความสำคัญกับการยกเวท แล้วก็อย่าลืมเรื่องอาหารด้วยนะ

เจน : สตั๊นท์ไป 5 วิ Oh, ok. But I'm not into lifting heavy.  I like my group exercise classes. I don't want to be a man แล้วเจนก็อึ้งไป...เอ่อออ ชั้นไม่ชอบเวทหนักน่ะจ้า ชอบเข้าคลาสมากกว่า ไม่อยากกลายร่างเป็นปู้ชาย

 แล้วนางก็ continue จิ้มผักสลัดต่อไป


แอน : ก้มมองตัวเอง....ตรูก็ไม่ได้แมนนี่หว่า !! งง






 

แล้วนี่ก็เป็นเหตุผลอยากให้เขียนบล็อกนี้ล่ะค่ะ

ยังมีคนอีกเยอะมาก ที่เข้าใจผิด ยังกลัวการยกเวทหนักอยู่ คิดว่า ผู้หญิงไม่ควรเวทหนัก ผู้หญิงต้องไปเวทเบาๆ ไปเข้าคลาสต่างๆ ทำโยคะ พิลาเต้ เท่านั้น  ฯลฯ  แม้ว่าจะเขียนเป็นร้อยๆรอบ...และอาจจะถึงพันรอบ ก็ไม่รู้ว่า เพราะอะไรความเชื่อผิดๆเหล่านี้ยังมีให้เห็นกันอยู่ This needs to stop !! ขุ่นแม่เพลียยยยค่ะ

Don't lift more than 3 pounds and do lots of cardio. Said NO ONE EVER!!

                       

** ตรงนี้ไม่ได้แอนตี้การทำโยคะ หรือพิลาเต้นะ  เพราะแอนก็ทำอยู่  รู้ว่าการออกกำลังกายสองแบบนี้ให้ประโยชน์กับกับฝึกเวทด้วย และมันดีกว่าการที่คุณไม่ทำอะไรกับสุขภาพร่างกายตัวเองเลย แต่ที่อยากจะสื่อถึงก็คือ การให้ข้อมูลที่บิดเบือนความจริงของพวกคลาสต่างๆ **

เข้าเรื่อง

คุณคิดว่าผู้หญิง กับ ผู้ชายควรฝึก/เทรน/ ออกกำลังกาย เหมือนกันมั้ย?



ส่วนตัวนะคะ คิดว่า ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ควรฝึกเวทเหมือนกัน ถึงแม้ว่าเป้าหมายของทั้งสองเพศนั้นจะไม่เหมือนกันก็ตาม นั่นคือ ผู้ชายส่วนใหญ่ ออกกำลังกาย ยกน้ำหนักเพื่อให้รูปร่างมีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ สวยงามและแข็งแรง  ในขณะที่ผู้หญิง ส่วนใหญ่มักอยากจะมีรูปร่างโทน หุ่นดี กล้ามเนื้อพองาม ให้เห็นหัว ไหล่ ก้น เป็นสัดส่วนโค้งเว้า  แต่คุณผู้หญิงส่วนมาก มักไม่รู้ว่า การที่คุณจะมีรูปร่างโทน มีสัดส่วนโค้งเว้า ได้เนี่ย มันเกิดจาก ร่างกายคุณสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาค่ะ

และการที่คุณจะสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาได้ก็คือ คุณต้องยกน้ำหนัก ที่หนัก ท้าทายร่างกายคุณ และมีการทำ progressive overload (อ่านได้ที่บล็อกนี้ ตอนที่ 1และ ตอนที่ 2  ) + ทานให้เพียงพอกับร่างกาย บางคนที่เป็นพวก skinny fat ต้องทานมากกว่าร่างกายต้องการเล็กน้อย + พักผ่อนให้พอเพียง กล้ามเนื้อจะได้ซ่อมแซมและสร้างขึ้นมาใหม่
กล้ามเนื้อมันไม่ได้สร้างจากการที่คุณยกเวท 2-3 กิโล ทำ bicep curls 20-30 ครั้ง ค่ะ...ไม่ว่าเทรนเนอร์คนไหนจะบอกคุณก็ตาม (ถ้าเทรนเนอร์บอกแบบนี้ คุณไล่ออกเหอะ เสียตังค์ เสียเวลาเปล่าๆ)

**  การยกเวทแบบน้ำหนักเบา-จำนวนครั้งสูงๆ มันไม่ได้ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงนะคะ แต่ไม่ควรนำมาใช้เป็นการฝึกเพื่อสร้างกล้ามเนื้อโดยหลักๆ **

หากคุณผู้หญิงที่อ่านบทความนี้ คุณเป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มต้นยกเวท ก็อย่าเพิ่งปิดบล็อกหนีไปนะ เพราะคิดว่า ถ้าเวทหนักแล้ว กล้ามจะขึ้นไว ย้ำอีกครั้ง ฮอร์โมนเพศ testosterone เราไม่มีมากเท่ากับผู้ชายค่ะ เรามีน้อยกว่าหลายเท่า นอกจากบางคน มีกรรมพันธ์ที่กล้ามขึ้นง่าย
สำหรับผู้หญิงแล้ว หากจะปั๊มกล้ามไหล่ให้สวยๆมนๆ กล้ามแขนงามๆ ก้นงอนๆ ขาได้รูป แล้วล่ะก็ คุณต้องอดทน รู้จักกินอาหารให้เพียงพอ ไม่ใจเสาะ ไม่กลัวที่เวทหนัก ฝึกยกให้หนักเท่าๆกับคุณผู้ชายค่ะ

แล้วเชื่อมั้ยว่า ถ้าคุณสามารถทำดันพื้นได้สวยๆ 5 ครั้ง คือ อกเกือบติดพื้นทุกครั้ง (อ่าน บล็อกนี้หากคุณอยากรู้ว่า การฝึกดันพื้นที่ถูกต้อง ทำอย่างไร) และทำ ชินอัพจากตำแหน่ง deadhang (คือ ดึงตัวขึ้นจากตำแหน่งเริ่มต้น ,ไม่ใช่กระโดดโหนบาร์) ได้ 1 ครั้ง...แขนคุณก็กระชับ สวยได้รูป โดยไม่ต้องทำ พวก bicep curls, tricep kickbacks เลยล่ะ เพราะกว่าที่คุณจะทำท่าพวกนี้ได้ คุณต้องฝึกเป็นเวลาพอสมควร หลายเดือน หรืออาจจะเป็นปี และช่วงเวลาที่คุณฝึกนี้เอง กล้ามเนื้อแขนทั้งหน้าแขน,หลังแขน และไหล่ ก็ถูกกระตุ้นใช้งานตลอด



ความเหมือนที่แตกต่าง


ผู้หญิงและผู้ชายควรฝึกเวทให้หนักเท่าๆกัน แต่มันมีข้อแตกต่างอยู่คือ

1.ความเห็นส่วนตัว คุณผู้หญิง ถ้าเป้าหมายคุณคือ แค่ feel good naked and look great with clothes on คุณไม่จำเป็นที่จะต้องมี Chest day, Arm day นะ โดยเฉพาะมือใหม่หัดเวททั้งหลาย จัดตารางแบบ full body เทรนอาทิตย์ละ 3-4 วัน ก็เพียงพอแล้ว  แต่ถ้าเป้าหมายคุณคือ ต้องการเน้นกล้ามเนื้อส่วนนี้มากเป็นพิเศษ,คุณเป็นนักเล่นกล้ามที่ยกเวท มีประสบการณ์มาพอสมควร(ไม่ใช่แค่ เดือนสองเดือน),คุณเทรนแบบ powerlifting ก็จัดตารางตามความต้องการ ตามเป้าหมายของคุณค่ะ

แล้วถ้าไม่อยากฝึกแบบ full body ล่ะ มีแบบอื่นมั้ย? คำตอบคือ มีค่ะ แต่อยากให้คุณมีประสบการณ์ ความรู้ที่ถูกต้องกับการยกเวทท่าพื้นฐานต่างๆก่อน 

 ถ้าคุณอยากฝึกกล้ามเนื้อส่วน upper เพราะมันพัฒนาช้า ลองฝึกแบบ upper/lower split  หรือฝึกแบบ body parts split ฝึกอาทิตย์ละ 4-5 วัน  เน้นท่าที่เป็น compound exercises ก่อน เช่น close- grip bench press, overhead press/military press, lat-pull down/chin up  แล้วคุณอยากจะเก็บรายละเอียด พวก ไหล่ แขน ก็ทำพวก Shoulder lateral raise, Rear delt raises, Tricep extensions ฯลฯ ตอนท้ายๆก็ยังได้

2. ผู้หญิง วิธีการฝึกขาและก้นนั้น จะต่างกับผู้ชาย
ส่วนมากผู้ชายนั้น จะเน้นกล้ามเนื้อหน้าขา(quads) ให้มันชัดๆแบบในรูปนี้ 




ส่วนผู้หญิงหลายๆคน อาจจะไม่ต้องการให้กล้ามขาตัวเองชัดเท่านี้ หรือมีขนาดเท่านี้

 

แต่ถ้าคุณผู้หญิงคนไหนชอบ อยากให้กล้ามขาตัวเองเป็นแบบนี้...ขอ High five หน่อยค่ะ คุณเจ๋งมาก :) ส่วนตัวแอน แอนชอบนะ เพราะมันไม่ได้ ได้มาง่ายๆเลย แถมปัญหาที่จะเจอก็คือ ยัดขาไม่ลงกางเกงยีนส์ ต้องเปลี่ยนไซส์ พอหาไซส์ที่พอจะฟิตขาได้ เอวก็กลับหลวมซะนี่ 


คุณสามารถเลี่ยงปัญหานี้ได้สองทางคือ อย่างแรก หาเลกกิ้งมาใส่แทน/ ซื้อแบรนด์กางเกงยีนส์ที่ออกแบบมาสำหรับสาวเล่นเวท อย่างที่อเมริกา มีบางแบรนด์นะคะ อย่างของ H&M หรือ Lauren Conrad ที่ทำ ยีนส์แบบผ้ายืด สาวเล่นเวทใส่แล้วสวย ราคาเป็นมิตรกับกระเป๋าอยู่ 

สอง เน้นเทรนกล้ามเนื้อส่วน Posterior chain ให้มากขึ้น ซึ่งได้แก่ กล้ามเนื้อแฮมสตริง, และกล้ามเนื้อก้น

ท่าที่ฝึกกล้ามเนื้อเหล่านี้
1. Romanian Deadlift
2. American Deadlift
3. Sumo Deadlift
4. Barbell Glute bridge
5. Barbell Good morning
6. Cable pull-through
7. Kettlebell Swings
8. Barbell Hip thrust 
9.  Glute accessories พวก X-Band walk, Seated band abduction, Clamshell

เป็นต้น

Work that legs and bootey!!



ส่วนท่าสคว็อทนั้นคุณยังสามารถทำได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องเลิกทำไปเลย อีกอย่างนะ หากผู้หญิงคนไหนได้ลองเริ่มต้นสคว็อทหนักๆแล้วล่ะก็ มันเสพติดนะ รู้สึกเป็น Superwoman งัยไม่รู้ :)

แต่หากคุณฝึกสคว็อทหนักๆ แล้วไม่ต้องการให้กล้ามเนื้อส่วนนี้ใหญ่มากขึ้น  Bret Contreras แนะนำว่า "อย่าใช้กฎ progressive overload เพราะหากคุณเพิ่มน้ำหนักไปเรื่อย หรือ เพิ่มจำนวนครั้ง มันก็คือการกระตุ้น muscle mass ของกล้ามเนื้อหน้าขา ยกน้ำหนักแบบ maintain ไปจะดีกว่า "


หากคุณต้องการโฟกัสกล้ามเนื้อแฮมสตริงก้นมากขึ้น ให้กางขาให้กว้างมากขึ้นแบบ Wide Stance Squat แบบหย่อนก้นไปด้านหลัง

หรือ sumo squat



Goblet Squat

 
 
Zercher Squat ท่าสคว็อทแบบนี้ค่อนข้างจะ Advance แต่เป็นสคว็อทที่ได้กล้ามเนื้อก้นมากที่สุดในบรรดาสคว็อทรูปแบบอื่นๆ

ท่า Single-Leg

แทนท่า Forward Lunge กับ  Step-ups ซึ่งเน้นกล้ามเนื้อหน้าขา ด้วยท่า Reverse lunges กับ Bulgarian split squats และให้โน้มลำตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย (slightly torso forward lean) ในจังหวะที่ย่อเข่าลง เนื่องจากเวลาคุณโน้มลำตัวไปด้านหน้า กล้ามเนื้อแฮมสตริงกับก้นจะถูกยืดมากขึ้น = โฟกัสกล้ามเนื้อสองส่วนนี้มากขึ้น ในทางกลับกัน หากลำตัวคุณตั้งตรง หน้าแข้งตั้งฉากกับพื้น มันก็จะไปโฟกัสที่กล้ามเนื้อหน้าขามากกว่าแฮมสตริง

ท่า Single-leg Romanian Deadlift เป็นอีกท่าที่ได้ฝึกกล้ามเนื้อแฮมสตริง และบาลานซ์

เริ่มต้นจากตัวเปล่าก่อน แล้วจึงเริ่มโหลดดัมเบลล์ และบาร์เบล(จะยากที่สุด)

Reverse lunge

Bulgarian Split Squat เท้าที่วางบนม้านั่ง สามารถวางแบบในคลิป หรือจะวางราบกับม้านั่งได้ แล้วแต่ความถนัดค่ะ

Single-Leg Romanian Deadlift

ตารางเทรน

ตัวอย่างตารางออกกำลังกาย จากบล็อกของ Tony Gentilcore แอนเคยทำแล้วได้ผลดีนะคะ ท่าต่างๆ แอนปรับจากตารางต้นแบบนิดหน่อย แอนปริ๊นท์เก็บไว้นานแล้ว จำไม่ได้ว่าลิงค์ original อยู่ที่ไหนนะคะ แต่ขอให้เครดิตคนเขียนตารางไว้ตรงนี้  (Tony is a strength and conditioning specialist และco-founder/co-owner of Cressey Performance)

 แอนลงลิงค์วิธีของแต่ละท่าไว้(ลิงค์จาก bodybuilding.com) คลิกได้ที่ท่านั้นๆค่ะ

Day 1

Superset 1 Full Body
1A Sumo Deadlift 4 sets of 6 reps
1B Pallof Press 3 sets of 10 reps each sides
Superset 2
2A Dumbbell Press 3 sets of 10 reps
2B Single leg shoulder and foot elevated hip thrust  3 sets of 8 reps each sides
Superset 3
3A Seated Cable Row 3 sets of 10 reps
3B Reverse crunch 3 sets of 10 reps
* ทำ 1A 1 เซ็ต พัก 60 วินาที  ต่อด้วย 1B และพัก 60 วินาที นี่คือ 1 ซุปเปอร์เซ็ต ทำให้ครบทั้ง 3 เซ็ต จึงเริ่ม ซุปเปอร์เซ็ตชุดถัดไป

เสร็จแล้ว จบท้ายการฝึกด้วย
Dumbell Farmer-Carry 3 sets of 30 yard หรือตั้งเวลาไว้ รอบละ 15-20 วินาที เลือกน้ำหนักที่หนักพอสมควร ท่านี้ฝึกความทนของกล้ามเนื้อฝ่ามือ หน้าแขน และเป็นคาร์ดิโอได้ในตัว

วันที่ 2 : วันพัก

วันที่ 3 Full body

Superset 1
1A Chin up  หรือ Underhand grip lat pull down (สำหรับคนที่ทำชินอัพยังไม่ได้)  4 sets of 5 reps
1B Barbell Hip thrust หรือ บอดี้เวท สำหรับคนเริ่มต้น ใช้ดัมเบลแทนได้นะคะหากคุณไม่มีบาร์เบล 3 sets of  12 reps
Superset 2
2A Push up หรือ Hand elevated push up สำหรับคนที่ทำดันพื้นแบบเต็มไม่ได้ 3 sets of 10 reps
2B Standing 1-Arm cable row 3 sets of 8 reps each sides
Superset 3
3A Cable pull-through 3 sets of 3 sec hold at the top (เมื่อดึงเคเบิลขึ้นสุด ค้างไว้ 3 วินาที บีบก้น)
3B Half kneeling medicine ball wood chop

Face Pull  2 sets of 12 reps ท่านี้ สามารถใช้ resistance band แทนได้ เอายางผูกกับวัตถุที่มันมั่นคง และความสูงกว่าตัวคุณเอง

วันที่ 4 : วันพัก

วันที่ 5 Full body

Superset 1
1ABarbell Glute Bridge     3 sets of 8 reps
1B Single-Arm Dumbell Press 3 sets of 6 reps each arms

Superset 2
2A Dumbbell Reverse Lunge  3 sets 8 reps each legs
2B Prone Plank Arm March 3 sets of 5 reps each arms

Superset 3
3A  Single-Arm Dumbbell Row 3 sets of 10 reps each arms
3B Decline EZ Bar Extension 3 sets of 12 reps

จบท้ายด้วย คาร์ดิโอ Lift weight faster 10 นาที
 Kettlebell หรือ Dummbell Goblet squat (คลิปสาธิตอยู่ด้านบนค่ะ ย้อนกลับไปดูได้) 8 reps
Kettlebell swings หรือ Dumbbell swings  10 reps

ทำติดต่อกัน 10 นาที โดยไม่พัก หรือพักให้สั้นที่สุด

เลือกน้ำหนักที่ไม่เบา หรือหนักเกินไป และท่า Kettlebell swing เป็น Hip hinge ไม่ใช่ท่า สคว็อทนะคะ อย่าลืม

วันที่ 6,7 วันพักค่ะ

ฝากไว้ทิ้งท้ายก่อนจบบล็อกค่ะ แด่คุณผู้หญิงทุกคน :)




ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันค่ะ

แอน


Monday, June 23, 2014

Metabolic damage ตอนที่ 2 วิธีแก้ไข วิธีป้องกัน และประสบการณ์ส่วนตัว

สวัสดีค่ะ
 
ในบล็อกโพส ตอนที่ 1 แอนเขียนถึง Metabolic damage ว่า มันคืออะไร อาการเป็นอย่างไร แล้วก็เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเอง คนอ่านอาจะสงสัยว่า ทำไมแอนถึงไม่ไปหาหมอ(จริงๆ หานะคะ ตอนที่นอนไม่หลับงัย หมอให้กินแค่ supplement และบอกให้ลดความเครียด) ทำไมถึงปล่อยให้มันเป็นซะเยอะ ตอบตรงๆอย่างไม่อายนะ ที่ไม่ไปหาหมอตั้งแต่เนิ่น ก็ทั้งกลัว ทั้งอาย  แอนเสริชข้อมูลเองทางอินเตอร์เน็ต ได้อ่านเรื่องเล่า วิธีการรักษาของผู้หญิงที่เจอปัญหานี้ อ่านเสร็จ ขรี้หดตดหาย มากกก ก็ปลอบใจ ปนหลอกตัวเองว่า เราคงไม่เป็นแบบนั้นหรอก ถ้าหากเราแค่ " ทานให้เฮลท์ตี้มากขึ้น คลีนมากขึ้น ออกกำลังกายต่อไป....เดี่ยวมันก็ดีขึ้นเอง "

ความคิดนี้ผิดมหันต์

บล็อกนี้จะเขียนถึงวิธีแก้ไข นะคะ





 วิธีแก้ไข
วิธีแก้ไข หากคุณเข้าข่ายในด้านบน ไม่ว่าจะระดับไหนก็ตาม วิธีแก้ไข มีดังต่อไปนี้
 
 
ระดับ 1 Metabolic compensation ระดับนี้จะแก้ไขง่ายที่สุด คุณมีทางเลือก 2 ทางได้แก่

- Eat less, exercise less หรือ เมื่อคุณลดปริมาณแคลอรี่ลง, ให้ลดความหนักของการออกกำลังกายลงด้วย
- Eat more, exercise more หรือ ถ้าคุณเลือกที่จะออกกำลังกายมากขึ้น, ก็เพิ่มปริมาณอาหารที่ทานให้มากขึ้น

ปัจจัยทั้งสอง มันจะได้สอดคล้องกัน เลือกทำวิธีไหนก็ได้ ตรงนี้คุณสามารถ back on track ได้ภายใน 1-2 สัปดาห์

ระดับ 2 Metabolic resistance ระดับนี้ไม่ยากเกินที่จะแก้ไขเช่นกัน คุณสามารถ cycle diet โดยที่
2-3 สัปดาห์แรก ให้ทำแบบ Eat less, exercise less หลังจากนั้น เปลี่ยนเป็น eat more, exercise more ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์เช่นกัน นอกจากนี้คุณควรให้ความสำคัญกับการพักผ่อนให้เยอะๆ ไม่ว่าจะเป็น การเดินเล่น,นวดตัว,เข้าสตีม ซาวน่า,ว่ายน้ำ,โยคะ,สังสรรค์เฮฮากับเพื่อนๆ,ทำกิจกรรมกับครอบครัว ,เล่นผีผ้าห่ม ฯลฯ อะไรก็ได้ที่มันคลายเครียดให้กับร่างกาย จิตใจ ตรงนี้จะให้เวลาประมาณ 1-3 เดือน ระบบเผาผลาญคุณก็จะเริ่มทำงานเป็นปรกติอีกครั้ง


ระดับ 3 Metabolic damage ระดับนี้เป็นระดับสุดท้าย น้อยคนนักที่จะถลำมาไกลถึงจุดนี้นะคะ อย่าอ่านแล้วตีตนไปก่อนไข้ว่า ระบบเผาผลาญชั้นต้องพัง เสื่อมสภาพแล้วแน่เลย มันใช้เวลาสะสมค่ะ ของแอน แอนไดเอ็ท กินน้อย งดมื้อเย็น มานานมากก่อนหน้านี้ สมัยตั้งแต่เรียนมหาลัย-สมัยทำงาน

ส่วนมากจะอยู่ที่ระดับ 1-2 ทางเลือกที่เหลือสำหรับก็คือ คุณต้องพักทุกอย่าง ทั้งเรื่องไดเอ็ทและเรื่องออกกำลังกายหักโหม

พักการไดเอ็ท เปลี่ยน mindset/ทัศนคติ ความผอม ไม่ใช่สุดยอดคำตอบของสุขภาพที่ดี

ทานให้มากขึ้น ใช้วิธี Reverse dieting คือ ค่อยๆเพิ่มปริมาณแคลอรี่วันละ10%-20%จากที่ทานอยู่ เช่นหากเคยทานอยู่ 800 แคลต่อวัน ก็เพิ่มเป็น วันละ 960 แคล และเพิ่มแบบนี้อีกไปทุกๆ สัปดาห์จนกระทั่งเท่ากับ Maintainance calorie สำหรับคนที่เคยมีปัญหา metabolic damage จะคาดประมาณได้โดย ใช้น้ำหนักตัวหน่วยพาวน์ x 14


ในบางรายอาจจะต้องต่ำกว่านี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและปริมาณแคลอรี่ที่ถูกจำกัด

อย่า เพิ่มแบบพรวดพราดโดยเด็ดขาด เพราะสิ่งที่ตามมาคือ ตัวคุณจะบวมเป็น water balloon แล้วคุณเองนั่นแหละค่ะ ที่จะสติแตก รับตัวเองไม่ได้ก่อนที่ระบบเผาผลาญจะเริ่มกลับมาทำงานเป็นปกติอีกครั้ง

เมื่อคุณเพิ่มปริมาณแคลอรี่ได้เท่ากับ maintenance แล้ว ให้อยู่ที่แคลอรี่นี้อย่างต่ำ 2-4 สัปดาห์เพื่อให้ร่างกายและระบบเผาผลาญทำงานเป็นปรกติอีกครั้ง

พักคาร์ดิโอที่หักโหม
วิธีการออกกำลังกายที่ควรทำ ฝึกเวทแบบ full body อาทิตย์ละ 2-3 วัน เท่านั้น ไม่ควรฝึกมากและฝึกหนัก และ คาร์ดิโอที่คุณควรทำ คือการเดิน ไม่ควรทำคาร์ดิโอที่นานๆและคาร์ดิโอที่มีความเข้มข้นเช่น HIIT ร่างกายจะเกิดความเครียด ฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มมากขึ้น

อีกอย่างที่อยากเสริมคือ การฝึกเวท มันช่วยเพิ่มฮอร์โมน Testosterone ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนประเภทนี้ ส่งผลดีในเรื่องการลดไขมัน/สร้างกล้ามเนื้อ แต่ผู้หญิงที่มีปัญหาฮอร์โมนแปรปรวน มันจะส่งผลเสียมากกว่า

ในเรื่องของอาหาร สิ่งที่แอนเปลี่ยนแปลงคือ ลดการบริโภคปริมาณไขมันประเภท Saturated fat เพราะไขมันประเภทนี้ ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตฮอร์โมน Testosterone มากขึ้น แหล่งอาหารที่มีไขมันประเภทนี้คือ เนื้อวัว และ น้ำมันมะพร้าว,เนย เป็นต้น ถ้าคุณเป็นคนมีสุขภาพดี ไม่มีปัญหาเรื่องฮอร์โมน ไขมันประเภทนี้ คุณบริโภคได้นะคะ แต่สำหรับแอน ช่วงนั้นปริมาณฮร์โมน testosterone สูงกว่าปรกติ แอนต้องลด แล้วหันมา ทานพวก ปลา,ไก่, อาหารทะเล, น้ำมันมะกอก,อโวคาโด้ แทน

เป้าหมายสำคัญจุดนี้คือ ฟื้นฟูระบบเผาผลาญ ไม่ใช่ลดไขมันส่วนเกิน นะคะ คุณทานมากขึ้น ตัวคุณจะดูหนาขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้นจริง แต่หากการที่น้ำหนักคุณต้องเพิ่มมากขึ้น มันช่วยชีวิต ช่วยกู้สุขภาพให้คุณกลับมาดีเหมือนเดิมได้อีกครั้ง....มันคุ้มค่ะ

คุณอาจต้องไปพบแพทย์ด้าน Functional medicine/Nutaropath เพื่อรับ supplement กับฮอร์โมนมาทานเสริม แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องอาหาร,การออกกำลังกาย และการพักผ่อนที่เพียงพอ หากคุณทำถูกต้อง ระบบเผาผลาญคุณจะกลับมาทำงานเป็นปรกติภายใน 3-15 เดือน

เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ระบบเผาผลาญคุณทำงานดีขึ้น คราวนี้คุณจะเริ่มไดเอ็ทอีกครั้งก็ได้ เพียงแต่ครั้งนี้ คุณมีบทเรียนแล้วว่าควรทำและไม่ควรทำอะไร

การเทสฮอร์โมน และพบแพทย์


แอนหาหมอด้าน Functional medicine กว่าจะเจอหมอที่รักษาถูกต้อง ก็ปาเข้าไปหมอคนที่ 4 คุณหมอสั่งให้ตรวจ ฮอร์โมน estradiol, testosterone, androstenedione, DHEA, cortisol, progesterone, และ SIgA  รวมถึงเทสฮอร์โมนไทรอยด์

ถ้าคุณต้องการ เทสฮอร์โมนไทยรอยด์ แนะนำให้เทสแบบ   Extensive thyroid panel, ซึ่งรวมถึง: TSH, Total T3, Free T3, Free T4, Total T4, reverse T3, และ hyroid antibodies  
ซึ่งมันจะละเอียดกว่าแบบ basic thyroid test เพราะแบบ basic คุณจะเทสแค่ตัว TSH และ T4 เท่านั้น

 แนะนำให้ถามก่อนนะคะว่า หมอจะสามารถเทสได้ตามด้านบนมั้ย ถ้าหมอบอกว่า แค่เช็คฮอร์โมนไทรอยด์แบบ basic test พอ แนะนำให้หาหมอคนใหม่ เพราะแม้ว่าคุณจะสามารถข้อร้องกึ่งแกมบังคับให้หมอเทสท์ให้หมดตามด้านบน หมอจะไม่รู้นะคะว่า วิธี treatment มันมีอะไรบ้าง หากผลเทสออกมา มันผิดปรกติ

ผลการตรวจ
 
ฮอร์โมนแอนแปรปรวนไปสุดขั้วโลกเหนือ - ขั้วโลกใต้ ระดับ extradiol สูงกว่าปรกติ, ฮอร์โมน testosterone สูงกว่าปรกติ, ระดับ DHEA ต่ำกว่าปรกติ ,ระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ, น้ำตาลในเลือดต่ำ, ส่วนไทรอยด์ยังอยู่ในระดับปรกติ....อันนี้โชคดีไป

วิธีการรักษา Treatment

นอกจาก supplement ที่หมอสั่งให้ทาน แอนทำอย่างที่เขียนไว้ด้านบนค่ะ ลดปริมาณออกกำลังกายลง คือเหลือฝึกเวทอาทิตย์ละ 2 วัน,เดินเล่นตอนเช้าๆทุกวันเพื่อรับแสงแดด เพิ่มปริมาณวิตามินดี,ทำสมาธิ,หากิจกรรมผ่อนคลายทำกับครอบครัว ไม่คิดถึงเรื่อง การลดน้ำหนักไปเลยช่วงนี้ ตัวจะบวมก็ปล่อยมัน Just chill the F*** out

สำหรับเรื่องอาหาร นอกจากจะลดการบริโภคไขมันพวก saturated fat ลง แอนเพิ่มปริมาณคาร์บที่ทานให้มากขึ้น จากที่ทานแค่วันละ 50 กรัม ก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ 100,150 กรัม และทานให้บ่อยขึ้น

จนตอนนี้แอนทานคาร์บวันละ 250 กรัมในวันที่ฝึก :) เป็นผู้หญิง ผูกมิตรกับคาร์บไว้เถอะค่ะ อย่ากลัวการกินแป้งเลย


ผ่านไป เกือบๆ 2 เดือนทุกอย่างเริ่มดีขึ้น โดยรวมแอนใช้เวลาทั้งหมด 1 ปี ประจำเดือนถึงเริ่มกลับมาตามปรกติ,นอนหลับดีตลอดทั้งคืน,ผิวพรรณเริ่มกลับมาทีน้ำมีนวล,ผมไม่ร่วง, ความจำกลับมาดีเหมือนเดิม ไม่เอ๋อๆ ขี้หลงขี้ลืม....รู้สึกเหมือนมีชีวิตใหม่อีกครั้ง กลับมาเวทหนักๆได้ กินจัดเต็มได้ ไม่ต้องห่วงว่า เมื่อไหร่ หุ่นเราจะดีเหมือนคนนู้นคนนี้ 

ถึงจะไม่ลีน ไม่มีแพ็ค แต่ความสุข มีเพิ่มขึ้นมากเป็นกอง...คุ้มค่ะ

วิธีป้องกันระบบเผาผลาญเสื่อม ทำยังงัย คุณถึงจะลดไขมันส่วนเกินได้ โดยที่ไม่เสียสุขภาพ

1. ให้เวลาตัวเองมากพอในการไดเอ็ท ค่อยๆตัดแคลอรี่ลง เช่นถ้าคุณตั้งเป้าไว้ว่า อยากลดไขมันลงภายใน 12 สัปดาห์ ซึ่งในบางคน ตรงนี้มันจะไม่พอ ก็ควรเผื่อไว้เป็น 16 สัปดาห์แทน อย่าทำ crash diet เด็ดขาด เช่นเคยทานอยู่ 3000 แคล ก็อย่าพุ่งหลาวดิ่งลงเหลือ 1000 แคล

2. เมื่อคุณออกจากไดเอ็ท ให้ reverse dieting อย่างที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ น้ำหนักคุณจะเพิ่มขึ้นมาได้ แต่เป็นเรื่องปรกติค่ะ อย่างน้อย น้ำหนักคุณจะไม่เพิ่มพรวดพราด ตัวไม่บวมเป็นบอลลูน

3. พยายามหลีกเลี่ยง คาร์ดิโอที่ทำนานๆ เช่นวิ่งระยะยาว วิ่งบนเทรดมิลล์เป็นช.ม. ทำทุกวัน เพื่อต้องการลดไขมัน(เน้นตรงนี้ สำหรับคนต้องการลดไขมัน ไม่ได้มีเป้าหมายแข่งมาราธอน หรือวิ่งเพราะรักการวิ่ง) การทำคาร์ดิโอแบบนี้ จะให้ผลดีในระยะสั้น หลังจากนั้นก็จะหยุดชะงัก หากคุณต้องการลดน้ำหนักมากขึ้น คุณต้องทำคาร์ดิโอให้นานมากขึ้นไปอีก มันก็จะเข้าสถานการณ์แบบ 3 ระดับด้านบน

4. รูปแบบคาร์ดิโอที่จะช่วยรักษาระบบเผาผลาญให้ทำงานได้ดีและรักษามวลกล้ามเนื้อให้สูญเสียน้อยที่สุดในยามไดเอ็ท คือ HIIT คุณสามารถทำ Steady state cardio ผสมกันด้วยก็แล้ว ตรงนี้ขึ้นอยู่กับบุคคล

ปริมาณที่ควรทำคือ
HIIT เริ่มต้น อาทิตย์ละ 1 session ก่อน แล้วค่อยเพิ่ม เป็นอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ระยะเวลาที่ทำอยู่ที่ครั้งละ 4-30 นาที ไม่ควรเยอะไปกว่านี้ สามารถทำหลังเล่นเวทเสร็จ หรือจะทำแยกก็ได้

ส่วน Steady state cardio ในวันที่ไม่ได้ฝึกเวท เช่น เดินช่วงเช้า ครั้งละ 30-60 นาที

5. Take diet break/refeed ในที่นี้หลายคนอาจจะเรียกเป็น ชีทเดย์, คาร์บ เดย์ ฯลฯ การทำ refeed นี้จะช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเลปตินให้มีมากขึ้น คุณจะได้เบิร์นไขมันได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากที่เขียนในตอนแรก เมื่อคุณเริ่มไดเอ็ท ฮอร์โมนนี้จะลดระดับลง ส่งผลให้ปัญหาต่างๆด้านบนตามมา สำหรับบุคคลทั่วไปที่มีเปอร์เซ็นไขมันสูงกว่า 15% ในผู้ชาย และสูงกว่า 20%ในผู้หญิง ไม่จำเป็นต้อง refeed บ่อย แค่ 1 วัน/1-2 อาทิตย์ ส่วนคนที่มีเปอร์เซ็นไขมันต่ำกว่านี้ ควรจะ refeed บ่อยมากกขึ้น คือ ทุกอาทิตย์ เป็นต้น

หลักการ refeed

1.ทานให้เท่ากับ หรือมากกว่า maintainance calorie/TDEE ที่น้ำหนักปัจจุบัน
2. ทานคาร์บ อย่ากลัวคาร์บ สำหรับผู้หญิง ปริมาณคาร์บที่ควรได้รับคือ 150 กรัมเป็นอย่างต่ำ และสำหรับผู้ชาย คือ 200 กรัมเป็นอย่างต่ำ
3. โปรตีนให้ทานอยู่ที่ 1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 พาวน์
4. ปริมาณไขมันที่ควรได้รับในช่วง refeed ควรให้อยู่ปริมาณต่ำ แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่เจอปัญหาประจำเดือนขาดหาย หรือประจำเดือนเริ่มมาช้า สามารถทานไขมันให้เยอะมากขึ้น แต่อย่าเยอะเกิน เพราะไขมันไม่มีผลต่อการเพิ่มของระดับฮอร์โมนเลปติน
6. อย่าใช้ข้ออ้างในวัน refeed นี้เป็นวันหลุด กินแหลกกระจาย โดยคิดว่า เดี๋ยวไปไดเอ็ทลดเอาอีกก็ได้ คิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง

หวังว่าโพสเรื่อง metabolic damage นี้คงอธิบายให้หลายๆคนเข้าใจมากขึ้นทั้งสาเหตุ และวิธีแก้ไข การลดน้ำหนักนั้นสำคัญ และควรส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตใจ และเป้าหมายที่สำคัญของคุณคือ ลดแล้วต้องรักษาน้ำหนักที่เหมาะสมไว้ให้ได้ด้วย

ลิงค์อ้างอิงค่ะ
http://www.biolayne.com/nutrition/biolayne-video-log-9-metabolic-damage/
http://www.metaboliceffect.com/metabolic-damage-symptoms/
http://www.bodyrecomposition.com/fat-loss/another-look-at-metabolic-damage.html
http://www.leighpeele.com/starvation-mode
http://www.simplyshredded.com/layne-norton-the-most-effective-cutting-diet.html
http://www.leanbodiesconsulting.com/articles/metabolic-slowdown-and-what-to-do-about-it/eat-more-to-repair-slow-metabolism/
เนื้อหาจาก http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/21677272 ซึ่งแปลและเรียบเรียงโดยคุณหมอก้อง Hunter Kong

ขอย้ำอีกครั้งนะคะ การมีรูปร่างที่คุณใฝ่ฝัน ไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือไม่ควรทำ แต่หาก " ความฝัน" ของคุณนี้ เริ่มส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจ มันถึงเวลาที่คุณต้องเปลี่ยนมุมมองระหว่างออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กับ ออกกำลังกายเพื่อรูปร่าง แล้วล่ะค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ

แอน








 


 



 

Sunday, June 22, 2014

Metabolic damage ระบบเผาผลาญเสื่อม คืออะไร ตอนที่ 1

สวัสดีค่ะ

** โน๊ตก่อนที่จะอ่านบทความนี้ จุดประสงค์แอนเขียนบทความนี้ขึ้นมาคือ แชร์ประสบการณ์ที่ตัวเองเจอมาเกี่ยวกับปัญหาระบบเผาผลาญที่ทำไปเพราะความไม่รู้ ความโลภ คลั่งตามกระแสแฟชั่น แอนไม่ใช่แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยตรงนะ ข้อมูลที่เอามาโพสในบล็อก คือข้อมูลที่แอนรวบรวมมา วิธีแก้ไขบางวิธี บางคนอาจจะต้องเลือกใช้วิธีนั้นๆ แต่สำหรับบางคน วิธีนั้นอาจจะไม่ได้ผล แอนจะไม่ขอเจาะลึกเกี่ยวกับหัวข้อนี้ แต่บล็อกโพสนี้อาจจะช่วยให้หลายๆคนที่เจอปัญหาเดียวกันนี้ เข้าใจมากขึ้น และหาวิธีแก้ไขที่ถูกต้องกับแพทย์ที่เชียวชาญในด้านนี้**


ระบบเผาผลาญเสื่อมและการซ่อมระบบเผาผลาญ

คือ จุดที่ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง ร่างกายเกิดความเครียด จนไม่สามารถลด ปริมาณ %ไขมันให้ต่ำลงไปกว่า ณ.ปัจจุบันได้ ร่างกายเข้า starve mode หรืออาจจะ ได้ยินในชื่อ adrenal fatigue, adrenal insufficiency, weight loss resistance, neuroendocrineimmune dysfunction, hypothyroid, Hashimoto’s thyroiditis เป็นต้น

หากคุณมีอาการ
- ไม่สามารถลดไขมันสะสมในร่างกายได้ลงต่ำไปกว่านี้ ไม่ว่าจะไดเอ็ทหนักขนาดไหน,ออกกำลังกายหนักแค่ไหน
- รู้สึกเบื่อกับการออกกำลังกาย, ไม่มีเรี่ยวแรง แม้ว่าจะโด๊ปกาแฟไปหลายแก้วก็ตาม
- ปวดหัว มีอาการเหมือนจะหน้ามืดบ่อยๆ
- ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปรกติ ท้องอืด แน่นท้อง กินอะไรก็ปวดท้อง หรือท้องเสียง่าย
- ผิวแห้ง,ผมร่วงเยอะผิดปรกติ
- นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ปัสสาวะบ่อย เบื่ออาหาร รู้สึกเหมือนตัวเองไม่สบาย แต่ไปหาหมอ เช็คทุกอย่าง เช็คเลือด เช็คปัสสาวะ เช็คความดัน ทุกอย่างก็ออกมาเป็นปรกติดี
- เครียด หดหู่ อารมณ์แปรปรวน
- ความต้องการทางเพศลดลง(((เรื่องใหญ่สำหรับหลายๆคน))))
- ประจำเดือนขาดหาย




 ลองอ่านบทความนี้ค่ะ

Metabolice damage ระบบเผาผลาญเสื่อมสภาพนั้น ไม่ใช่ myth หรือความเชื่อเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แอนเคยเจอปัญหานี้มาตอน 3 ปีที่แล้ว ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะกู้ระบบให้กลับมาทำงานได้ตามปรกติ และส่วนมาก คุณมักมีอาการตามด้านบน แต่ไม่ได้ป่วยเป็นโรค หรือ disease แค่ มี metabolic dysfunctionหรือระบบเผาผลาญมีปัญหา ทำงานไม่ปรกติ(ทำงานช้าลง)

ตัวอย่างที่เห็นได้มากคือ

1.คนที่ประกวด พวก figure competitors หลังออกจากไดเอ็ท เพราะส่วนมาก ในช่วงที่เตรียมตัวแข่ง โค้ชหรือเทรนเนอร์จะให้ทานอาหารในปริมาณแคลอรี่ต่ำมาก 800-1000 แคลอรี่/วัน + ทำคาร์ดิโอ 2-3 ช.ม ทุกวัน.

2. คนที่ไดเอ็ทหนักและออกกำลังกายหักโหม หรือพวกออกหนักกินน้อย

3. คนที่กินยาลดความอ้วน เพราะยาลดความอ้วนมีฤทธิไปกดประสาท ไม่ให้รู้สึกหิวหรืออยากอาหาร

ฟังดูแล้ว เบิร์นมากกว่ากิน เอาเข้าน้อยกว่าเอาออก มันก็น่าจะสมเหตุสมผล ไขมันน่าจะลดลงใช่มั้ยคะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่ ร่างกายเรามีระบบรักษาสมดุลหรือ homeostatic เมื่อเราลดอาหาร เพิ่มการออกกำลัง (พวกนี้คือปัจจัยที่ทำให้ร่างกายเสียมวล ร่างกายเราจะตอบสนองไม่ให้เราเสียมวลไปเรื่่อยๆ โดยระบบเผาผลาญจะปรับลดระดับลง(
Metabolic adaptation ) เพราะคุณทานแคลอรี่น้อย  ใช้พลังงานมาก ระบบนี้จะช่วยให้ร่างกายคุณมีชีวิตอยู่รอด

คนที่ไดเอ็ทหนักๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไปที่ชอบกินน้อยออกหนักตามลัทธิบ้าบอ คนทานยาลดความอ้วน หรือแม้กระทั่งคนที่แข่งประกวด เวลาออกจากไดเอ็ท เริ่มกลับมาทานอาหารมากขึ้น และไวเกินไป น้ำหนักจะเด้งขึ้นไวมาก 10-30 พาวน์ภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมานี้ จะเป็นทั้ง น้ำหนักน้ำ,ไกลโคเจน,น้ำหนักอาหาร และไขมัน เนื่องจากคุณเพิ่มปริมาณอาหารที่ทานไวเกินไป คือ วันใดวันนึงคุณทนไดเอ็ทวันละ 500 แคลต่อไปไม่ไหวล่ะ เริ่มกลับมาทานมากขึ้น เป็น 1200 แคลอรี่ ในขณะที่เซนส์ของระบบเผาผลาญคุณยังทำงานที่แคลอรี่ 500 แคลต่อวัน น้ำหนักมันเลยเพิ่มขึ้นไว

คนที่ไม่เข้าใจว่า มันเกิดอะไรขึ้น ก็มักจะ ไดเอ็ทอีกครั้ง ตัดแคลอรี่ให้ต่ำลงเข้าไปอีก และเมื่อไดเอ็ทต่อไปไม่ได้ จะกินน้อยกว่านี้ คงต้องกินอากาศ ดื่มน้ำเป็นอาหารล่ะ ร่างกายเริ่มไม่ไหว กลับมาทานเหมือนเดิม น้ำหนักก็เพิ่มกลับกลับขึ้นมาอย่างเร็ว ซ้ำรอบแรก...และอาจจะอีกหลายๆรอบ หากคุณยังทำแบบนี้อยู่ เป็นวงเวียนอุบาทว์ กิน


ระดับของ Metabolic damage

มันจะเกิดเป็นขั้นตอนไปแบบนี้ มีทั้งหมด 3 ระดับด้วยกัน คุณเริ่มต้นไดเอ็ท ไดเอ็ทในที่นี้คือ คุณลดปริมาณแคลอรี่ที่ทานลงในแต่ละวัน+ ออกกำลังกายมากขึ้น(ทั้งเวทและคาร์ดิโอ) ในช่วงแรก น้ำหนักคุณลดดั่งใจหวัง เฮ้ย มันได้ผลแฮะ คุณดีใจมาก มีกำลังใจไดเอ็ท ออกกำลังกายต่อไป

จนกระทั่ง 2-4 สัปดาห์แรกผ่านไป คุณเริ่มรู้สึกหิวมากขึ้น บ่อยขึ้น จากที่เคยมีลูกฮึด ชักกลายเป็นลูกเนือย,เริ่มอยากกินของทอด ของหวาน ของเค็ม นี่คือสัญญาณที่ร่างกายเข้าสู่ระดับที่ 1 metabolic compensation ช่วงนี้นี่เอง เนื่องจากระดับฮอร์โมนไทรอยด์ และฮอร์โมนเลปติน(leptin)ลดลง ระบบเผาผลาญจะเริ่มทำงานช้าลง, ไขมันเริ่มลดช้าลงกว่าช่วงแรก บางคนอาจจะเจอปัญหาน้ำหนักคืบคลานกลับขึ้นมา อาการหิว,เหนื่อยง่าย,อยากอาหารนู่นนี่ก็มาเคาะประตูถามหาทั้งวัน

แต่คุณจะทำยังงัยต่อ? ก็สู้รัวๆๆสิ หิวก็ต้องอดกลั้น คุณตัดปริมาณแคลอรี่ให้น้อยลงไปอีก,ออกให้โหดมากขึ้น อ่ะ เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงบ้างแล้ว เข็มตาชั่งกระดิก แต่...สองสัปดาห์ให้หลัง ก็เข้าอีหรอบเดิม น้ำหนักไม่ลด แถมคราวนี้ยิ่งหิว,ยิ่งเหนื่อย ส่วนอาการบ้าพาวน์ ก็ถูกกดลงโถชักโครกไปเรียบร้อย บ๊าย บายยย คุณคิดว่า ก็ทำถูกทุกอย่างนิ เอาออกมากกว่าเอาเข้า ทำไมมันกลายเป็นแบบนี้?? มาถึงจุดนี้ คือ ระดับที่ 2 Metabolic resistance ระบบเผาผลาญคุณได้ทำงานช้าลงไปอีก เริ่มทำงานไม่สอดคล้องกับไดเอ็ทและการออกกำลังกายของคุณ

แต่คนส่วนมากมักไม่รู้ว่า มันเกิดอะไรขึ้นภายในร่างกาย แต่มักจะมโน รู้ว่าต้องทำยังงัยต่อไป นั่นคือ เดินหน้าพุ่งชนเป้าอย่างเดียว คาร์ดิโอ เวท เช้าเย็น วันพักก็ไม่พัก ขอไปคาร์ดิโอให้หนำใจ กินสลัดมดดม คาร์บต่างๆก็ไม่กิน แต่ความเปลี่ยนแปลง มันไม่คุ้มกับที่คุณลงแรงเลย หลายสัปดาห์ผ่านไป คุณเริ่มรู้สึกกินอะไรก็ไม่ได้ ปวดท้อง, แน่นท้อง มีอาการท้องบวม, ,เบื่ออาหาร,เบื่อที่จะออกกำลังกาย, รู้สึกเหมือนจะไม่สบาย,นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย, เครียด ท้อแท้,ตัวบวมน้ำ เนื่องจากระดับฮอร์โมนคอติซอลหรือฮอร์โมนความเครียดเพิ่มสูงขึ้น, ชีพจรเต้นเร็วตอนเช้า, อุณหภูมิร่างกายต่ำว่า 36-37 องศา ในช่วงเช้าหลังตื่นนอนและช่วงกลางวัน(วัดติดต่อกัน 4 วัน) , สำหรับคุณผู้ชายความต้องการทางเพศลดลง และคุณผู้หญิง ประจำเดือนจะขาดหาย
นี่คือระดับที่ 3 หรือระดับสุดท้าย Metabolic damage

สำหรับแอน ช่วง 3 ปีก่อน ปี 2011 แอนทำไดเอ็ทอย่างหนัก+ ออกกำลังกายหักโหม เพียงเพราะต้องการให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้อง อยากมีซิกส์แพ็กส์ แต่วิธีที่แอนทำ มันเป็นวิธีเร่งด่วน อยากเห็นผลลัพธ์ไวๆ แอน

- ตัดแคลอรี่ลงเหลือวันละ 1200 จากที่เคยกินวันละ 2000
- ทานแป้งวันละมื้อ คือแค่ช่วงหลังออกกำลังกาย แล้วตอนนั้นไม่ได้นับ macros หรอกค่ะ กะๆเอาแค่ ข้าว 1 ทัพพีพอ
- กินทุกอย่าง low-fat และ non-fat
- ออกกำลังกายวันละ 2 ครั้ง วิธีออกกำลังกายที่ทำคือพวก HIIT, Circuit training
- ออกมันละอาทิตย์ละ 5-6 วัน



จากเริ่มต้น น้ำหนักแอนอยู่ที่ 120 พาวน์ ซึ่งสำหรับคนที่สูง 164 ซ.ม. ถือว่าไม่อ้วนเลยนะ ตอนนั้น ยังคิดว่าตัวเองอ้วน อืด ต้องลีนให้ลงกว่านี้


พอปีนึงผ่านไป น้ำหนักแอนลดเหลือ 105-108 พาวน์ หน้าท้องเห็นลางๆ แอนส่ง success story ตัวเองไปให้กับเว็บที่แอนออกกำลังกายตาม ความรู้สึกตอนนั้น ส่งกระจกเห็นแพ็คลางๆตัวเอง ดีใจสุดๆ เกิดมาไม่เคยเห็นกล้ามหน้าท้องตัวเอง มีคนชื่นชอบ ชื่นชมเยอะแยะไปหมด ...แต่ก็ดีใจได้ไม่นาน ร่างกายเริ่มประท้วง


ช่วงที่น้ำหนักเหลือ 105-108 พาวน์ จากไดเอ็ท+ออกกำลังหายหักโหม เหมือนจะดูฟิตภายนอก แต่ข้างใน I'm such a mess!!

แอนเริ่มมีอาการตั้งแต่ระดับ 1-3 ทั้งหมด ไล่ไปตั้งแต่

-น้ำหนักเด้งขึ้นมาไวมากกก ภายใน 2 อาทิตย์ จาก 105 พาวน์ เด้งมาเป็น 125 พาวน์(อาทิตย์ละ 10 พาวน์)   ทั้งๆที่ไม่เคยกินชีทมีล(คิดดู ลูกๆไปกินไอติม แอนนั่งเฝ้าลูกกิน ไม่เคยแตะไอติมเลย...บ้าขนาด) ยังกินคลีนมาก เป็นเจ้าแม่อาหารคลีน
- อาการที่นอนไม่หลับ บางคืนตื่นมา ตี2 ตี3 แล้วก็นอนไม่หลับอีกเลยจนกระทั่งรุ่งเช้า เป็นแบบนี้บ่อยมาก ลองทุกวิธี แม้กระทั่งไปหาหมอ หมอสั่งให้ทาน Melatonin ก็ไม่ได้ผลค่ะ เสียตังค์ค่าหมอ ค่ายาไปฟรีๆอีก หลายคนลงความเห็นว่า เธอเครียดไปแน่ๆ ตอนนั้น แอนก็เออๆ คงงั้นมั้ง แต่ในใจลึกๆ คิดว่า มันต้องมีอะไรมากกว่านี้ แต่ยังไม่อยากรู้ความจริง
- ผมร่วง .อาหารประจำเดือนขาดหายเริ่มถามหา ตอนนั้นก็ยังคิดว่า คงเพราะเครียด นอนไม่พอมั้ง
- กินอะไรก็ปวดท้องไปหมด ขนาดเวย์โปรตีน ที่กินแล้วไม่เคยมีปัญหา ช่วงนั้น กินปุ๊ป ท้องอืด ท้องเสียทันที
- ไม่มี Energy เลย บางวัน ตื่นมา แค่กินอาหารเช้าเสร็จ ก็แทบอยากจะกลับไปนอน แต่พอฝืนตัวเองให้ไปออกกำลังกาย ทำได้แค่ครึ่งนึง ร่างกายเริ่มไม่ไหว นี่คือครั้งแรกที่ออกกำลังกายไม่เสร็จ จากที่เคยออกวันละ 2 ครั้ง เหลือแค่นี้ ความรู้สึกมันแย่มาก
- หดหู่ ท้อแท้ และไม่อยากออกกำลังกาย เพราะไม่ว่าจะกินให้คลีนแค่ไหน คาร์ดิโอมากแค่ไหน ทุกอย่างมันดิ่งลงเหวหมด

หลายคนที่อ่านมาถึงตอนนี้ อาจคิดว่า แล้วทำไมปล่อยให้เลยเถิดมาถึงขนาดนี้....ถ้าอยากรู้ มาติดตามต่อในตอนที่ 2 วันพรุ่งนี้นะ แอนจะเขียนถึงวิธีป้องกันและวิธีแก้ไขด้วย

ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันค่ะ

แอน

ติดตามอัพเดทบล็อกได้ทางเฟซบุ๊ค Drop dead healthy facebook
Instagram : dropdeadhealthy

Monday, April 28, 2014

She hip thrusts,bro!!

สวัสดีค่ะ

เขียนไว้ตั้งแต่บล็อกโพสก่อนหน้านี้มาเป็นหลายเดือนแล้วว่า จะทำบล็อกโพสเกี่ยวกับท่า Hip Thrusts วันนี้ได้ฤกษ์ซะที

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มติดตามเพจ/บล็อก อาจสงสัยว่า มันคืออะไร ทำไมแอนถึงชูป้ายไฟท่านี้นักหนา แนะนำให้ไปอ่านบล็อกโพสนี้ก่อนค่ะ กล้ามเนื้อก้นสำคัญไฉนและ ตอนที่ 2 จะได้เข้าใจมากขึ้น


ผู้หญิงทุกคน ไม่ได้เกิดมามี genetic gifted หรือพันธุ์เนื้อ นม สะโพกบึ้มกันทุกคนใช่ป่าว บางอย่างศัลยกรรมก็พอช่วยได้
แต่บางอย่างเราไม่ต้องลำบากเจ็บตัวเสียตังค์เป็นแสน การออกกำลังกายยกเวทแบบ strength training สามารถช่วย"ปั้น" ส่วนโค้งเว้านี้ได้

และส่วนเว้าส่วนโค้งที่ว่านี่ ก็คือ บั้นท้าย นั่นเอง

เราอาจเคยเห็น Fitness meme แบบนี้



การที่คุณจะมีก้นสวยๆแบบนางแบบรูปด้านขวา มันเกิดจาก
1. การฝึกยกเวท strength training และ
2. กรรมพันธุ์



คนส่วนมาก มักคิดว่า การที่จะมีก้นสวยๆสวยงามเนี่ย มันเกิดจากการทำคาร์ดิโอ บนเทรดมิลล์ บนอิลิปปิคอลเป็นช.ม.ๆ หรือ ทำ squat challenge ที่ว่อนเกลื่อนเฟซบุ๊ค



แต่ในความจริงแล้ว มันไม่ใช่ค่ะ คาร์ดิโอ หรือแม้กระทั่ง squat challenge ไม่ใช่เป็นตัวที่ปั้นก้น แน่นอนคุณอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย แต่นั่นมาจากการที่คุณเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิต จากที่ไม่เคยออกกำลังกาย นั่งๆนอนๆเป็นปีๆ วันนึงคุณดันก้นตัวเองขึ้นมา สคว็อท กระโดดตบ วิ่ง เริ่มลดของหวาน ไขมันในตัวก็เริ่มลดลง กล้ามเนื้อก้นที่คุณพอมีอยู่บ้าง มันก็เริ่มมีมาให้เห็นลางๆ  แต่การทำ squat challenge มันไม่ได้พาคุณไปไหนไกลค่ะ มันดีสำหรับการเริ่มต้น


การยกเวท และใช้ท่าฝึกอย่างถูกต้องต่างหากที่จะเป็นตัวช่วยคุณ step up your game

ท่าฝึกที่ว่านี้ก็คือพวก Hip thrust,glute bridge, back extension ฯลฯ เป็นต้น แต่บล็อกนี้ ขออุทิศให้ Hip thrust นะ

แต่ก่อนที่แอนจะพูดถึง Hip Thrust หลายคนอาจสงสัยว่า

แล้วมันจะทำให้ก้นชั้นใหญ่มั้ยเนี่ย ก้นก็ใหญ่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ไม่ค่ะ มันจะไม่ทำให้ก้นคุณใหญ่แบบ Kim K แม้แต่น้อย  ก่อนอื่น คุณต้องดูก่อนว่า ที่ก้นคุณใหญ่นั้น ใหญ่แบบได้รูปมั้ย  มันใหญ่เพราะไขมันล้วนๆหรือเปล่า ถ้าใช่ คุณควรดูเรื่องอาหารเป็นอันดับแรก กินให้ไม่เกินกว่าที่ร่างกายต้องการ แล้วคุณทำ Hip Thrusts+ ยกเวทท่าอื่นๆร่วมไปด้วย  ไขมันส่วนเกินในร่างกายจะค่อยๆลดลง มันก็จะส่งผลให้ก้นคุณจะได้รูปมากขึ้น perky & round งอน กลมมากขึ้น


รู้ว่ามุมกล้องมันต่างกัน รูปซ้ายมือ เป็นรูปที่เริ่มต้นฝึกยกเวทมาได้ 1 ปี ท่า lower body ที่ทำคือ พวก squat หลักๆ(รวมถึง squat challenge ด้วย บ้าจี้ทำตามชาวบ้านเค้า) แล้วก็มี deadlift,lunge

ส่วนขวามือ เป็นรูป 6 เดือนหลังจากที่นำ hip thrust และ glute bridge ใส่ในโปรแกรมออกกำลังกาย ให้ความสำคัญสองท่านี้มากขึ้น

                                    ก้นจากที่ทำ Squat เฉยๆ  vs . ก้นที่เพิ่มท่า Hip thrust & Glute bridge เข้ามา




 สัดส่วนต่างกันแค่ 1 นิ้วเท่านั้นเอง น้ำหนักต่างกันแค่ 5 พาวน์(หรือประมาณ 2 กิโล) แต่ก้นเปลี่ยนรูปทรง มัน perky & round มากขึ้นเป็นกอง


แต่ถ้าคุณอยากลดไขมันโดยที่ไม่ฝึกกล้ามเนื้อส่วนนี้ เอาแต่ทำคาร์ดิโออย่างเดียว เวลาน้ำหนักลด มันก็อาจจะเป็นแบบนี้




เข้าเรื่อง

Hip Thrust 

ทุกคนไม่ว่าจะหญิง หรือชาย ทุก fitness level สามารถทำได้ ไม่ว่าจะที่บ้าน หรือที่ยิม



Hip thrust ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้หญิง ผู้ชายโดยเฉพาะนักกีฬา ก็ได้ประโยชน์จากท่านี้เช่นเดียวกัน


Tim Tebow นักอเมริกันฟุตบอล กับ Single-leg barbell hip thrust


คนที่มีน้ำหนักตัวเยอะ overweight คุณก็สามารถทำท่านี้ได้เช่นกันและจะได้ประโยชน์มากด้วย โดยเริ่มต้นที่ตัวเปล่า หรือ บอดี้เวท เพราะลำพังน้ำหนักตัวก็เยอะอยู่แล้ว ยังไม่จำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักถ่วง ขอแค่คุณเริ่มต้นเคลื่อนไหวบ่อยๆ เรียนรู้เทคนิคท่าพื้นฐานที่ถูกต้อง ,การใช้กล้ามเนื้อก้นให้เป็น เวลาคุณเริ่มโหลดน้ำหนักเพิ่ม มันจะได้โดนกล้ามเนื้อก้น แทนที่จะไปโดนกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆเช่น หลังล่าง แฮมสตริง

Bodyweight hip thrust และ bodyweight glute bridge

ก็สามารถเห็นความแตกต่างได้



ประโยชน์ของท่า Hip Thrust

  1. Improve the size, strength, and appearance of the glutes เพื่อเพิ่มความแข็งแรง,ขนาดกล้ามเนื้อก้น และปรับเปลี่ยนรูปทรงของก้น
  2. Increase acceleration and sprint speed เป็นประโยชน์กับนักวิ่งระยะสั้น เพิ่มสปีดในการวิ่งสปริ๊นท์, นักกีฬาประเภท track & field (เช่น นักพุ่งหลาว,กระโดดสูง, ทุ่มน้ำหนัก ฯลฯ),นักกีฬาเบสบอล,อเมริกันฟุตบอล,บาสเก็ตบอล
  3. Increase bottom squat and deadlift lockout power ช่วยให้เวลาเรา lock out ในท่า squat หรือ deadlift ได้ดีขึ้น
  4. thrusting power for mount escapes and submissions in MMA หรือ BJJ  ช่วยให้นักกีฬา เหล่านี้ เอาตัวรอดได้เวลาจะโดน submission
  5. เพิ่มแรงเตะในกีฬา martial arts ให้มีพลังมากขึ้น
  6. Improve functioning of the entire body since the glutes influence foot, ankle, knee, hip, pelvic, and low back ช่วยให้ร่างกายเราทำงาน เคลื่อนไหว ใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะกล้ามเนื้อก้นถือว่าเป็นหนึ่งในกล้ามเนื้อที่แข็งแรงที่สุดของร่างกาย เป็นจุดเชื่อมต่อของกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลัง,สะโพก,ขา,เข่า,ข้อเท้า และกระดูกเชิงกราน

และกล้ามเนื้อก้นที่แข็งแรง ยังช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดอาการบาดเจ็บดังที่เขียนในบล็อกด้านบน

สำหรับวิธีฝึก แอนทำคลิปวิดีโออธิบายมาฝากค่ะ ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงเวลาโหลดน้ำหนักใส่บาร์ ยาวหน่อยนะคะ ** พูดอาจจะผิดๆถูกๆ ไม่คุ้นกับการพูดหน้ากล้อง เขินนนนค่ะ**







สำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อหน้าขาใหญ่ เช่น คุณผู้ชาย เวลากลิ้งบาร์เข้าหาตัว บาร์มันจะติดที่หน้าขา ลองใช้วิธีนี้ช่วยค่ะ ใช้เวทเพลทหรือ mat รอง


เมื่อคุณแข็งแรงมากขึ้น สามารถโหลดน้ำหนักใส่บาร์ได้แล้ว วิดีโอคลิปนี้ เป็นรูปแบบต่างๆของ Barbell Hip Thrust ค่ะ
เวลาคุณจัดตารางเวทให้กับตัวเอง หรือคุณฝึกกับเทรนเนอร์ จะได้เพิ่ม variations/methods เหล่านี้ลงไป พัฒนาการคุณจะได้มีอย่างต่อเนื่อง



Glute Bridge


ทั้ง Hip thrust และ Glute bridge จะอยู่ในตระกูล bent leg hip hyperextension exercises  ได้กล้ามเนื้อก้นเป็นหลัก(Glute dominant) แต่จะต่างกันตรงที่ Glute bridge ระยะ Range of Motion หรือ ROM นั้นสั้นกว่า Hip Thrust เพราะ หัวไหล่ ช่วงลำตัวด้านบน ไม่ได้ยกพาดกับม้านั่ง ดังนั้นท่านี้จะง่ายกว่า และสามารถโหลดน้ำหนักได้หนักว่า Hip thrust

สำหรับคนเริ่มต้น ให้เริ่มต้นจาก บอดี้เวท เช่นเดียวกับกัน Hip Thrust ฝึกทั้งแบบ bilateral(สองขา) และ unilateral (แบบพวก single leg) สลับกัน

แล้วถ้าคุณไม่มี access ที่จะไปยิม,ไม่มีงบซื้อบาร์เบล เวทเพลท จะทำยังงัย??

 ทุกอย่างมีทางออกเสมอ :) จากบทความนี้ของ Chad Waterbury คุณสามารถฝึกกล้ามเนื้อส่วนนี้ได้เช่นกัน โดยใช้่ท่า Resistance band glute bridge แบบวิดีโอด้านล่าง หาแบนยางยืด มันมี 3 ระดับ ตั้งแต่ light, medium, heavy เลือกระดับที่คุณทำได้ แล้วเอามาพันรอบดัมเบลล์สองอัน เวลาคุณยกสะโพกขึ้น ให้เอามือจับดัมเบลล์ไว้ มันจะได้ไม่ลอย ถ้าไม่มีดัมเบลล์ ก็จับปลายยางยืดทั้งสองไว้



ข้อดีของการใช้ยางยืดในท่า glute bridge นอกจากจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบบาร์หนักๆมาวางที่หน้าท้องเพราะมันรู้สึกอึดอัด ก็คือ ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับ บาร์เบลล์กับเวทเพลท, ประหยัดพื้นที่ใช้สอย เอาไว้ใต้เตียงก็ได้

หรือคุณสามารถโหลดกระเป๋าเป้ กระเป๋าสะพาย หรือ sandbag แล้วใช้ท่าต่างๆแบบในคลิปนี้เป็นต้น



วิธี Progression และ Regression

เป็นแนวทางคร่าวๆนะคะ ถ้าคุณสามารถทำ 3x20-25  ท่าด้านล่าง(เรียงจากง่ายไปยาก) คุณก็สามารถ progress ไปสู่ท่าที่ยากลำดับถัด ไป แต่ถ้าคุณทำท่าที่ยากขึ้น แล้วรู้สึก ฟอร์มเริ่มเป๋ ก็ให้ regress ท่า ทำให้ง่ายขึ้น หรือ ลดน้ำหนักที่ใช้ลง Always use good form and good technique. Good form & technique before loads.

Double Leg แบบ บอดี้เวท:
  1. Glute Bridge
  2. Hip Thrust
  3. Shoulder and Feet Elevated Hip Thrust
ใช้โหลดน้ำหนักถ่วง Double Leg:
  1. Glute Bridge
  2. Hip Thrust
Single Leg:

โน๊ตไว้นิดนึง ท่าแบบ single leg ถือว่ายากนะคะ ยากกว่า Barbell glute bridge ด้วยซ้ำไป เพราะเวลาคุณยกขาอีกข้างขึ้น ร่างกายต้องรักษาstability หรือความมั่นคงในส่วนของ lumbar spine (กระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว) และ pelvis(ส่วนเชิงกราน)   ไม่ต้องรีบโหลดน้ำหนัก ทำบอดี้เวทให้ได้ก่อน เซ็ทละ 20-25 ครั้ง
    Single Leg Glute Bridge

    Single Leg Hip Thrust

    Shoulder and Foot Elevated Hip Thrust


Bottoms Up Shoulder and Foot Elevated Hip Thrust (ทุกเร็พ จะเริ่มต้นในตำแหน่งก้นแตะที่พื้น)

** โน้ต บอดี้เวทพวก single leg hip thrust, shoulder & feet elevate hip thrust ยากนะคะ ทุกวันนี้ แอนก็ยังทำอยู่ ใช้เป็น finisher เซ็ทละ 15-20 ครั้ง ก้นก็ยังเบิร์นสุดๆ...ดังนั้น ไม่ใช่สำหรับบิกินเนอร์เท่านั้นค่ะ ทุกเลเวล ใช้ได้หมด

    จำนวนครั้งและความบ่อยที่ควรฝึก (volume & frequency)


 เนื่องจากกล้ามเนื้อก้นเป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และค่อนข้างจะฟื้นตัวไว(นอกจากคุณฝึกแบบหักโหมเกิน) คุณสามารถฝึกได้มากถึง 4 วันต่ออาทิตย์ จากประสบการณ์ที่แอนฝึกในช่วงปีที่ผ่านมา ตารางเวทจะเป็น Full body อาทิตย์ละ 3-4 วัน ดังนั้นจะฝึก hip thrust ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะแบบ บอดี้เวท แบบโหลดน้ำหนัก และ single leg ทุกครั้งที่เทรนสลับสับเปลี่ยนกันไป ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ว่าจะเรื่องความแข็งแรงและรูปทรงก้นที่มันยกกระชับมากขึ้น  ดีกว่าตอนสมัยฝึกแบบ leg day อาทิตย์ละ 1-2 วันอีกค่ะ

จำนวนเซ็ทที่ฝึก จะอยู่ที่ 3-4 เซ็ท ส่วนจำนวนครั้ง สามารถใช้ผสมกันได้ตั้งแต่ แบบต่ำ( 1-6) ,กลาง( 7-12) และแบบสูง (13-20++)  โดยแต่ละครั้งที่คุณฝึก * สำหรับบิกินเนอร์ ควรเริ่มต้นเร็พกลาง และ เร็พสูง เพื่อที่จะให้กล้ามเนื้อจดจำรูปแบบการเคลื่อนไหว และรู้จักการใช้เนื้อก้นในท่านี้ *

ส่วนคนที่มีประสบการฝึกเวทมาพอควร( intermediate - advance lifters)  สามารถเล่นสลับกันได้ ทั้งจำนวนเซ็ท, ครั้ง, และรูปแบบ( methods) ตัวเลือก มีมากมายเลยค่ะ เช่น

3 sets of 5
1 set of 5, 1 set of 3, 1 set of 1
1 set of 8, 1 set of 5, 1 set of 3
3 sets of 8
1 set of 10, one set of 8, one set of 6, one set of 15-20
4 sets of 10
2 sets of 20-30
1 set of 50
3 sets for max reps with the same load (ใช้น้ำหนักเท่ากันทั้ง 3 เซ็ท โดยทำใช้วิธี max rep เช่นถ้ารู้ว่า ตัวเองยก 135 พาวน์ ได้มากสุด 25 ครั้งใน 1 เซ็ท  เซ็ทแรกก็จะเป็น 25, เซ็ท 2 = 20 , เซ็ท 3 = 17
50 total reps with a certain load, taking as many sets as needed (ใช้น้ำหนักเดียว จำนวนครั้งที่ต้องทำทั้งหมดคือ 50 ครั้ง แต่แบ่งทำเป็นเซ็ทๆไป เช่น 185 พาวน์ 15 reps, และ 12, และ 9, และ 7, และ5, และ จบด้วย 2).



ตัวอย่างที่ฝึกตอนนี้

 Day A : American Hip Thrust( Heavy sets) 5x4-6 *เวอร์ชั่นนี้ ส่วนตัวมัน activate กล้ามเนื้อก้นเยอะกว่าแบบปรกติ และสามารถยกน้ำหนักได้หนักกว่า
 Day B : Constant-Tension method 2x20-30 น้ำหนักจะค่อนข้างเบา แต่ให้ผล after burn ไปอีกหลายๆช.ม. - ข้ามวัน
 Day C : Hip Thrust Pause-Rep 3x10

 น้ำหนักที่ใช้ เพิ่มเมื่อไหร่ ยกได้มาก-น้อยแค่ไหน

ทุกคนควรเริ่มต้นจากบอดี้เวทก่อน หากคุณทำบอดี้เวทได้ 3-4 เซ็ท เซ็ทละ 20 ครั้งขึ้นไป โดยที่คุณรู้สึกถึงกล้ามเนื้อก้นทุกครั้งที่ทำ คุณก็สามารถโหลดน้ำหนักเพิ่มได้แล้วค่ะ ตรงนี้แต่ละคนก็จะต่างกันออกไป บางคนอาจจะเริ่มที่ 10-20 พาวน์ก่อน ทำให้ได้ตามจำนวนครั้งที่กำหนดไว้ เช่นอาทิตย์นี้เริ่มที่ 10 พาวน์ ทำได้ 15 ครั้งทั้ง 3 เซ็ท อาทิตย์หน้า อาจจะเพิ่มน้ำหนักเป็น 20 พาวน์ ทำให้ได้ 15 ครั้งทั้ง 3 เซ็ท, ถ้ายังทำไม่ได้ (คืออาจจะทำได้ 2 เซ็ท เซ็ทที่ 3 ทำได้ 10 ครั้ง) อาทิตย์หน้ายังไม่ได้ต้องเพิ่มน้ำหนัก คุณควรจะทำให้ได้ 15 ครั้งทั้ง 3 เซ็ทก่อน เมื่อใดที่ทำได้ คุณก็เพิ่มน้ำหนักต่อได้ค่ะ

ลองอ่านที่บล็อกโพสนี้ดู เป็นไกด์ไลน์คร่าวๆว่า แต่ละเดือนเค้าเพิ่มน้ำหนักมากน้อย ไวหรือช้าแค่ไหนยังงัย Hip thrust load progression

สรุปสำหรับการฝึก Hip Thrust

  • ก่อนเริ่มต้นฝึกท่านี้ หรือพวก lower body exercises ต่างๆ ควรวอร์มอัพให้ดี Glute activation drill ดูได้จากบล็อกนี้Glute activation drills ไม่ใช่ทำแค่ วิ่งๆบนเทรดมิลล์ 5 นาที กระโดดตบ 15 ที พอ...มันไม่พอค่ะ
  •  ก่อนที่จะโหลดน้ำหนัก ฝึกบอดี้เวทให้คล่องก่อน โฟกัสกล้ามเนื้อให้เป็น แล้วค่อยๆเพิ่มน้ำหนักที่ใช้ อย่าใจร้อน ก้นมันไม่ใช่ถั่วงอกค่ะ ไม่โตภายในข้ามคืน
  • เวลายกสะโพกขึ้นด้านบนสุด ( full hip extension) ไม่ควรให้หลังล่างแอ่นเกิน( hyperextend your lumbar spine เพราะมันจะไปโดนหลังล่างมากกว่าก้น)  กล้ามเนื้อหน้าท้องไม่ต้องเกร็งมากเกินไป(เราฝึกก้นค่ะ ไม่ใช่ฝึกกล้ามท้อง) การเคลื่อนไหวหลักๆ เกิดที่สะโพก ไม่ใช่หลังล่าง
  • หัวเข่าและ หน้าแข้ง เวลาคุณยกสะโพกขึ้นด้านบน ควรจะอยู่แนวตั้งฉาก(บางคนอาจจะเกินไปด้านหน้าเล็กน้อยได้) พยายามให้เข่าอยู่กับที่ ไม่หันเข้า-ออก
  • ไม่ยกส้นเท้าขึ้น เท้าอยู่ติดกับพื้น Drive through your heels บางคนอาจจะยกนิ้วเท้าขึ้น เวลาฝึกจำนวนครั้งสูงๆ เพื่อให้ได้ฟีลตรงนี้มากขึ้น
  • ทุกครั้งที่คุณยกสะโพกขึ้น คุณต้องมั่นใจว่า คุณขึ้นได้สุด ( reach full hip extension) ถ้าคุณไม่สามารถล็อคเอาท์ หรือขึ้นสุดได้ แสดงว่า คุณใช้น้ำหนัก หนักเกินไปค่ะ ลดน้ำหนักลงสักนิด ขึ้นให้สุด จะได้ maximum result 
  • จังหวะที่ลดบาร์ลง ควรจะรักษา tension กับกล้ามเนื้อก้นไว้ตลอด คุณจะให้เวทเพลทแตะพื้นทุกครั้งก็ได้ หรือ จะไม่ให้เวทแตะพื้น ก็ได้ค่ะ แล้วแต่คุณ ตราบใดที่คุณรักษา tesion และ ขึ้นได้สุด
  • ค้างบาร์ไว้ด้านบนสุด และบีบบบบบกล้ามเนื้อก้นให้สุดแรง 5-10 วินาที ในครั้งสุดท้ายของเซ็ทนั้นๆ การฝึกแบบนี้ จะช่วยให้คุณ lock out ได้ดีมากขึ้น
  • เมื่อคุณเริ่มแม่นกับเทคนิค และฟอร์มแล้ว ให้เปลี่ยนวิธีการเทรนได้ ไม่ว่าจะเป็น  เล่นคละจำนวนเซ็ท/จำนวนครั้ง ใช้ methods ต่างๆ สลับกันไป ตามที่อธิบายไว้ด้านบน
  • ในช่วงเริ่มต้น คุณอาจจะใช้น้ำหนักไม่หนักมาก  แต่เมื่อกล้ามเนื้อก้นคุณแข็งแรงมากขึ้น คุณสามารถใช้น้ำหนักได้หนักขึ้น คุณจะเจอปัญหา กะปิจิแตกร้าว เพราะน้ำหนักบาร์มันกดทับ ตรงนี้ มันทำให้กล้ามเนื้อก้นคุณ shut down และคุณไม่สามารถใช้กล้ามเนื้อก้นได้เต็มที่ แนะนำให้คุณหา bar pad มารองบาร์นะคะ It is a whole new world ไปเลย  หลายคนอาจจะใช้เสื่อโยคะมาพับทบกัน 3-4 ทบ, ซื้อบาร์แพด จากอเมซอน(ราคาอยู่ที่ $30-$50 แล้วแต่แบบ) หรือคุณจะทำเองแบบแอนก็ได้ค่ะ ตอนนี้แอนยกน้ำหนัก 200 พาวน์ DIY bar pad ก็ยังใช้ได้อยู่ ไม่รู้สึกเจ็บ
  • เวลาใช้น้ำหนักเยอะๆ แล้ว ม้านั่งมันเลื่อนไปด้านหลัง ตรงนี้แก้ได้โดย หาเวทเพลทหนักๆมาวางขวางไว้ด้านหลังตรงขาม้านั่ง หรือให้ buddy ช่วยดันม้านั่งได้ค่ะ
  • ก้นจะงอน เด้ง มากขึ้นได้ คุณต้องฝึกให้ก้นคุณแข็งแรงก่อน โดยเพิ่มน้ำหนักที่ใช้,เปลี่ยน method การฝึกไป ไม่ใช่ทำ squat challenge กระโดดตบมุ้งมิ้ง หรือเอาดัมเบลล์จิ๋วๆมาวางหน้าตักแล้วจิ้นว่า ก้นชั้นจะงอนๆ...นะคะ

ปัญหาที่พบเจอ


1.ทำ Hip Thrusts แล้วโดนก้นน้อยมาก แต่ไปโดนกล้ามเนื้อ quads หรือกล้ามเนื้อหน้าขาแทนซะส่วนใหญ่


เป็นปัญหาปรกติที่หลายๆคนมักเจอ มีวิธีแก้ไขดังต่อไปนี้ค่ะ

1.1 ฝึกท่า feet elevated bridge โดยที่วางส้นเท้าไว้ที่ม้านั่ง เวลาดันสะโพกขึ้น ให้แรงผลักจากส้นเท้า
ทั้งนี้เพราะ เมื่อลำตัวช่วงบน(หัวไหล่)ถูกยกสูงขึ้น มันจะไปเพิ่ม quadriceps activation หรือกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าขานั่นเอง
จากตารางนี้จะเห็นว่า ท่า Hip Thrust (ลำตัวช่วงบนถูกยกขึ้น) vs. Glute bridge (ลำตัวราบกับพื้น) Hip thrusts ใช้น้ำหนักน้อยกว่า 90 พาวน์ แต่ เปอร์เซ็นต์ของ quadriceps activation นั้นสูงกว่าท่า Glute bridge
ท่า feet elevated bridge จะ ลด quadriceps activation ลง และดึง hamstrings & glutes มาทำหน้าที่แทน อย่าลืม บีบกล้ามเนื้อก้นทุกครั้งด้วยค่ะ


1.2 อย่าเพิ่มน้ำหนักเร็วเกินไป เพราะหากกล้ามเนื้อก้นคุณยังไม่แข็งแรงพอที่จะ hip thrust น้ำหนักนั้นๆ แทนที่กล้ามเนื้อก้นจะเป็นกล้ามเนื้อหลักที่คุณใช้ ,มันก็จะกลายเป็นว่า กล้ามเนื้อหน้าขาเข้ามารับหน้าที่แทน ดังนั้นค่อยๆเพิ่มไป บางทีอาทิตย์เพิ่มไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องฝืน(แต่อาจจะเพิ่มจำนวนครั้งแทน เป็นต้น)

1.3  ลดความสูงของ ม้านั่ง/เสต็ปเปอร์ ที่คุณใช้ลง อันนี้เกี่ยวพันกับข้อ 1 คือ ยิ่งลำตัวช่วงบนถูกยกสูงขึ้นเท่าไหร่ quads ก็จะถูกกระต้นมากเท่านั้น ระดับความสูงของม้านั่งที่เหมาะสมสำหรับการทำ Hip thrust สำหรับคือ 15-16 นิ้ว สำหรับผู้ชาย และ 12-14 นิ้ว สำหรับผู้หญิง คนที่เริ่มต้นฝึกแรกๆ อาจจะใช้ได้ไม่สูงนัก ก็ให้เริ่มต้นที่ม้านั่ง หรือ ใช้สเต็ปแอโรบิค เตี้ยๆก่อนได้ค่ะ แอนก็ทำแบบนี้เหมือนกันตอนเริ่มต้น...แล้วค่อยๆเพิ่มความสูงเอาหลักจากฝึกไปแล้ว 1-2 เดือน


** ข้อดีของการใช้สเต็ปเปอร์คือ คุณสามารถปรับระดับความสูงได้ง่ายกว่าใช้ม้านั่งทั่วไป**

1.4 ลองหา sweet spot ในตำแหน่งการวางเท้าดู ไม่ว่าจะเป็น วางกว้าง, วางเท้าเฉียง, ดันจากส้นเท้าแทนที่จะเต็มทั้งฝ่าเท้า

1.5 ยืดกล้ามเนื้อส่วน hip flexor ก่อนทำ hip thrust เพราะถ้ากล้ามเนื้อส่วนนี้ตึง เวลาคุณทำ hip thrust คุณจะขึ้นได้ไม่เต็ม full hip extension เพื่อที่ว่าคุณจะได้



2. Hip thrust ไม่โดนกล้ามเนื้อก้น แต่โดนกล้ามเนื้อแฮมสตริงแทน

วิธีแก้ไขคือ

2.1 ใจเย็นๆ เพราะถ้าคุณคือบุคคลทั่วไปที่ละเลยเอาใจใส่กับกล้ามเนื้อก้นมานานหลายปีจนกล้ามเนื้อก้นมัน shut down/weak ร่างกายคุณเรียนรู้ที่จะพึ่งพาอาศัยกล้ามเนื้อแฮมสตริงในการทำกิจกรรมต่างๆแทน ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มทำ hip thrust แรกๆ กล้ามเนื้อก้นก็อาจจะยังอู้หลับอยู่ วิธีแก้ไข ให้กลับไปอ่านในบล็อกโพสเรื่อง กล้ามเนื้อก้นสำคัญฉไน เพราะเป็นการแก้ไขเรื่อง glute imbalance

2.2 ยืดกล้ามเนื้อส่วน hip flexor และ/หรือ กล้ามเนื้อ แฮมสตริงด้วย เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ glute activation และทำ hip thrust ได้เต็ม full hip extension

2.3 ฝึก visualize ให้ กล้ามเนื้อกับจิตใจทำงานประสานงานกัน เวลายกเวท ไม่ว่าคุณจะทำท่าอะไรก็ตาม mind-muscle connection สำคัญนะคะ แรกๆคุณอาจจะไม่ชินกับการใช้กล้ามเนื้อก้น แต่ทุกครั้งที่ฝึก hip thrust ให้คุณนึกว่า " ก้น ก้น ก้น ใช้กล้ามเนื้อก้นดันบาร์ขึ้น" ไม่นานคุณก็จะสามารถใช้กล้ามเนื้อก้นทำ hip thrust ได้อย่างอัตโนมัติ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2.4 ฝึก PPTHT หรือ Posterior Pelvic Tilt Hip Thrust

ฝึก Hip thrust แบบนี้ เป็นอีกวิธีที่จะช่วยพัฒนาในเรื่อง mind-muscle connection เนื่องจาก
- คนทั่วไป กล้ามเนื้อก้นยังอ่อนแอ ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุของ พฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือ ละเลยการฝึกกล้ามเนื้อส่วนนี้
- ช่วยป้องกันในเรื่อง การบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลังล่างเมื่อคุณยกน้ำหนักหนักๆ หรือทำกิจกรรมเป็นพวก explosive activities  เช่น กระโดด,วิ่งระยะสั้น
- เพิ่ม glute activation เพราะกล้ามเนื้อก้นต้องทำงานสองอย่างพร้อมๆกัน
- PPT จะไปลดการทำงานของกล้ามเนื้อแฮมสตริง
- การฝึก PPT จะช่วยพัฒนาบุคคลิกภาพแบบ anterior pelvic tilt (APT) ซึ่งคนส่วนใหญ่มักมีปัญหาเรื่องนี้กัน อกเชิด แอ่นสะโพก เหมือนโดนัล ดั๊ก

วิธีฝึก PPTHT จะเน้นไปที่การเคลื่อนไหวของกระดูกเชิงกราน( pelvic motion) โดยเริ่มต้น ที่ anterior pelvic tilt(แอ่นก้นไปด้านหลัง) และเมื่อคุณยกสะโพกขึ้นด้านบน ให้ทำ posterior pelvic tilt หรือกระดกสะโพกมาด้านหน้า (อิเมจิ้นว่า คุณต้องรูดซิปกางเกงยีนส์ที่มันฟิตๆ) และ บีบกล้ามเนื้อก้นให้สุดแรงเกิด ค้างไว้ 1-3 วิ...อาจจะงงๆนะคะ แต่ฝึกไปคุณจะจับจุดได้

อย่าง Kellie Davis ในคลิปนี้ Kellie บอกว่า เค้ามีบุคลิกภาพแบบ APT มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เวลาทำ hip thrust แบบปรกติ มันจะไปโดนแฮมสตริงมากกว่า เมื่อฝึกแบบ PPTHP แล้ว เห็นความแตกต่างในเรื่อง glute activation และความแข็งแรงที่มีมากขึ้น


ข้อควรจำ และเกร็ดเล็กน้อยสำหรับ Hip Thrust

  • Hip thrust ไม่ควรทำแล้วเจ็บคอ หรือ ไหล่ ถ้าคุณเจ็บ แสดงว่า คุณเงยหน้า หรือ ก้มคางมากเกินไป ไม่รักษา neutral spine
  • อย่าใช้ลูกบอล exercise ball/stability ball ทำ Hip thrust เพราะอยากพัฒนาในเรื่อง balance จุดประสงค์หลักๆของท่านี้คือ เพื่อรูปก้นที่มันดีขึ้น,แข็งแรงมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อพัฒนาในเรื่องการทรงตัวค่ะ คุณคิดว่าคุณจะโหลดน้ำหนัก 185 พาวน์ แล้วทำ Hip thrust กับลูกบอลได้มั้ย?? ถ้าคิดว่าได้  ลองทำดู แต่ไม่รับประกันว่าคุณจะกลิ้งไหลจากลูกบอลโดนบาร์ทับหน้านะ
  •  มีคนเคยคอมเม้นท์ว่า " เคยทำท่านี้แล้ว มันไม่ได้หน้าท้องเท่าไหร่ เลยไปฝึก leg raises แทน" ย้ำอีกที Hip thrust ไม่ได้ฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องค่ะ ฝึกก้น...เคลียร์??
  • Hip thrust ไม่เป็นอันตรายกับหลัง มดลูก หรือเครื่องในต่างๆของร่างกายค่ะ ถ้าคุณทำแล้วเจ็บหลัง แสดงว่าคุณทำไม่ถูก ใช้หลังยก หรือกล้ามเนื้อก้นคุณอ่อนแอ ท่าออกกำลังกายทุกอย่าง กีฬาทุกประเภท มันเสี่ยงอันตรายแน่นอนถ้าคุณประมาท ทำไม่ถูกเทคนิค
  • Squat ไม่ใช่ท่าหลักที่สร้างก้น เป็น quad dominant exercise กล้ามเนื้อที่ใช้หลักๆคือ กล้ามเนื้อหน้าขา ส่วนก้นนั้นจะได้น้อยมาก  ลองดูที่เปเปอร์นี้เป็นต้น อ่านที่นี่ หรือจากบล็อกนี้ของ Bret Contreras สคว็อทแบบไหน ที่โดนกล้ามเนื้อก้นมากที่สุด จะเห็นได้ว่า สคว็อทแบบ Zercher squat,Full back squat และ Front squat เท่านั้น ถึงจะกระตุ้นกล้ามเนื้อก้นให้ใช้งานมากที่สุด....แต่ก็ยังน้อยกว่าเมื่อเทียบกับ Barbell hip thrust อยู่ดี
        ดังนั้นความเชื่อที่ว่า อยากก้นสวย ต้องสคว็อทเท่านั้น เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง 100% เสียทีเดียว ต้อง hip thrust+deadlift+squat ค่ะ ทำมันให้เข้าถึงทุกมุมก้น

        
  • ท่า hip thrust เรียนรู้ได้ง่ายกว่า ท่า squat และ deadlift  เพราะกว่าจะทำสองท่านั้นได้ถูกต้อง(แบบ barbell back squat/conventional deadlift นะ ไม่ใช่ทำกับเครื่อง smith machine) คุณต้องอาศัยเวลาเรียนรู้นาน ฝึกกันเป็นเดือนๆ ไม่เชื่อ ลองสังเกตที่ยิมสิคะ หาได้น้อยที่สคว็อทกับเดดลิฟท์ได้ถูกต้อง ส่วนมากมักจะ half ass squat, ทำ good morning แทนที่จะสคว็อท ไม่ก็ deadlift แบบใช้หลังยก,ไม่ lockout  หรือ สคว็อทบาร์ขึ้นมาแทนที่จะทำ hip hinge(ในอนาคตจะเขียนเกี่ยวกับหัวข้อนี้)

ภาพจาก IG ของ sasha_anne_fit ซึ่งเค้าเขียนอธิบายว่า รูปนี้คือ 16-week glute transformation
ด้านซ้าย คือช่วงที่เค้าไม่ได้ทำ Hip thrust ทำแค่ Squat,Deadlift & Lunge กล้ามเนื้อขามีเต็มที่ แต่ก้นยังไม่เยอะ
ด้านขวามือ คือ 16 สัปดาห์ให้หลัง จากที่เค้าเริ่มฝึก Hip thrust เห็นมั้ยคะ ก้น กับ ต้นขา มันสมส่วนกันมากขึ้น
ขนาดคนที่ประกวด เราว่าก้นเค้าก็สวยโอเคแล้วนะ แต่มันยังสามารถพัฒนาได้อีกโดยการ
ทำ Hip thrust เพิ่ม

  • สำหรับคนที่มีปัญหาหัวเข่า สคว็อทไม่ได้ ก็ทำ hip thrust นี่ล่ะค่ะ เป็นมิตรกับหัวเข่าที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อก้นคุณแข็งแรง ปัญหาเกี่ยวกับหัวเข่ามันก็จะลดน้อยลง

ทดสอบความแข็งแรง


เมื่อคุณฝึก Hip thrust มาได้สักระยะ คุณควรจะทดสอบความแข็งแรงของคุณ เพราะความแข็งแรงนั้น เป็นสิ่งที่จะช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายได้ อย่างที่แอนเขียนไว้ในบล็อกนี้ อยากหุ่นดี ฟิต & เฟิร์ม เริ่มต้นที่ความแข็งแรงก่อน

สำหรับบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะคุณผู้ชายหรือคุณผู้หญิงนะคะ strength benchmark แรก คือ  น้ำหนักเท่าตัวคุณเอง x 10 ครั้ง, อันดับที่ 2 ใช้น้ำหนักมากกว่าน้ำหนักตัว 1.5 เท่า x 10 ครั้ง, อันดับที่ 3   1.7 เท่า x 10 และตามด้วย 2 เท่าตัว x 10 ทั้งหมดนี้คุณสามารถทำได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน -2 ปี หากคุณฝึกอย่างถูกต้อง

กระนั้นก็ตาม อย่ามัวแต่สนใจในการเพิ่มน้ำหนักที่ยกจนคุณไม่รู้สึกว่ากล้ามเนื้อก้นคุณทำงาน, ทุกครั้งที่คุณ hip thrust จบเซ็ท คุณควรจะรู้สึกถึง glute pump เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงที่ก้น จนรู้สึกปวดตุบๆ ตะคริวจะกิน นั่นเลยค่ะ หากไม่รู้สึกว่ากล้ามเนื้อโดนใช้งาน ไม่ว่าจะยกหนัก 200-300 พาวน์ มันก็แค่นั้น

สำหรับแอน ฝึกเองมาปีนึง น้ำหนักที่ยกได้ตอนนี้ 5RM (Rep Max) หรือ 5 ครั้งมากสุดคือ 200 พาวน์ ซึ่งก็เท่ากับ 1.5 เท่าของน้ำหนักตัว...ค่อยๆกระดึ๊บๆมา ฝึกเอง ลองผิดลองถูกเอง ได้เท่านี้ ดีใจที่สุดแล้วค่ะ เทียบกับตอนเริ่มต้นปีที่แล้ว ใช้น้ำหนัก 60 พาวน์ :)



บทส่งท้าย


อ่านมาจนจะจบแล้วนะคะ สำหรับสาวๆที่อยากลองทำ Hip thrust แต่ไม่กล้าทำในยิม กลัวคนมอง เข้าใจนะ เพราะท่านี้มันค่อนข้างจะเซ็กซี่ สาวๆที่คุยกัน นึกฮา ตั้งชื่อนี้ว่า จุ๊มุเหิรฟ้า อิ๋มลอยฟ้า
คุณผู้หญิงที่ไปเวทคนเดียวอาจจะเขิน แต่...ถ้าอยากก้นสวย ก็อย่าอายค่ะ  ท่านี้มันไม่ใช่แค่ได้ก้นสวยๆอย่างเดียว อย่างที่เขียนตอนแรก มันให้ผลดีในด้านการกีฬาด้วย นักกีฬาระดับมืออาชีพที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น นักเพาะกาย, powerlifters, นักกีฬา Olympic weightlifting, คนที่แข่งstrongman, นักอเมริกันฟุตบอล, นักเบสบอล, นักบาสเก๊ตบอล, นักกีฬาฮอกกี้, นักกีฬา UFC/BJJ , track and field, นักรักบี้,มวยปล้ำ , ผู้หญิงที่ประกวด figure และ bikini competitor ก็เริ่มหันมาฝึกท่า Hip thrust กันทั้งนั้น ลองเสิร์ชหาในยูทูปได้ ถ้าเค้าเหล่านั้นทำท่านี้กันแล้ว คุณก็ทำได้เช่นกันค่ะ



หากฝึกเวทกับเพื่อน ก็ไม่ต้องกลัวเลย  แต่หากคุณไปเวทคนเดียว ให้คิดว่า คุณทำ คุณได้เอง Don't give a damn about what others think คนมองก็ปล่อยให้มองไป มองมากๆ ท้ามา hip thrust battle ด้วยกันซะเลย



หวังว่าโพสนี้คงเป็นประโยชน์ให้กับหลายๆคนนะคะ หากใครได้ลองทำแล้ว มาพูดคุย คอมเม้นท์กันได้ แชร์บล็อกนี้ได้ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์กับคนรู้จัก อยากให้คนไทยเราเปิดกว้างกับความรู้ใหม่ๆบ้าง

สนใจเรื่อง Hip thrust แอนแนะนำให้คุณไปที่เว็บ www.bretcontreras.com โดยตรงค่ะ เพราะเค้าเป็น Glute guy ปรมาจารย์ด้านนี้โดยเฉพาะ มี testimonials ที่สาวๆ(รวมทั้งหนุ่มๆด้วย) รีวิว ชาบูๆ 2 ท่าสุดยอดปั้นก้นนี้ และบทความ ความรู้ดีๆเยอะมาก ไม่ใช่แค่เรื่อง ก้นอย่างเดียว

ส่วนหนังสือการฝึกสำหรับผู้หญิง แอนแนะนำ Strong Curves ค่ะ ซึ่ง Bret เขียนร่วมกับ Kellie Davis เป็นหนังสื้อที่แอนใช้มาได้ปีนึงแล้วค่ะ เคยลงรีวิวไปแล้วที่เฟซบุ๊ค

                           

สามารถหาซื้อได้ที่ amazon.com และ ที่เมืองไทย มีขายร้านคิโนฯ






Happy Thrusting ค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ

แอน

เฟซบุ๊คเพจ Dropdead healthy facebook
IG : dropdeadhealthy