Pages

Showing posts with label Success Stories. Show all posts
Showing posts with label Success Stories. Show all posts

Tuesday, June 10, 2014

วิ่ง-ว่าย-ปั่น พุทยรัตน์ ยอดหญิงแกร่ง

สวัสดีค่ะ

วันนี้แอนมียอดหญิงอีกท่านมาแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ว่าเพราะอะไรเธอถึงเปลี่ยนทัศนคติจากคุณแม่ลูก1 ที่ตอนแรกต้องการแค่อยากลดหุ่น ไปเป็นนักไตรกีฬา

คุณใหม่ พุทยรัตน์ค่ะ

"เริ่มจากสมัยวัยรุ่น เราป็นคนที่ตัวใหญ่และมีปัญหาน้ำหนักเกินมาตลอด ตั้งแต่เป็นวัยรุ่นเราน้ำหนักไม่เคยต่ำกว่า 70 โลเลย
จนเรียนจบมัธยม เรามาเรียนต่อกทม.หลงแสงสี ทั้งของกินมากมาย ทั้งอิสระเสรีจากครอบครัว ทำให้เรากิน กิน กิน และกินอย่างลืมตัวจนน้ำหนักพุ่งไปถึง 80 กว่าโล แถมยังเริ่มดื่มแอลกอฮอล์เป็น ทำให้เราสนุกสนานมากกกก....

มาวันนึงเริ่มอยากมีแฟน เราจึงไปสรรหายาลดความอ้วนจากโรงงานแห่งนึง มันได้ผลค่ะ ลดลงเดือนละเป็น 10 โล เรากินจนลดไปทั้งหมด 20 กว่าโล ผอมสมใจ แต่ยังคงกินต่อเนื่องมา 4-5 ปี ก็อ้วนๆผอมๆอยู่หลายปี
พอเรียนจบมาทำงานตจว.เราเลยห่างจากยาลดความอ้วน ทำให้เราอ้วนน้ำหนักพุ่งกลับไปอีกเกือบเท่าเดิม...ก่อนแต่งงานเราจึงไปหายาตามเน็ตมากินก็ลดลงอีกแต่หุ่นยังเบอะๆ...
พอเราเตรียมท้อง...เราต้องหยุดยากอย่าง ทั้งต้องบำรุงเสริมอีก จนก่อนท้องนน.เราพุ่งไป 76 โล และเริ่มหันมาหาข้อมูลเรื่องอาหารการกิน
 
จนก่อนคลอดนน.เราขึ้นไปจนถึง 95 โล!!

หลังคลอดได้ 11 เดือนเราเริ่มมองหาฟิตเนสที่มีเทรนเนอร์...และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเล่ยเวทของเรา ช่วงในคอร์สเราถามข้อมูลอย่างละเอียดมาหมดเปลือก พร้อมทั้งหาข้อมูลเองไปด้วย พอจบคอร์สเราจึงเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง จนมาเจอเพจคุณแอนพร้อมๆกับ เพจน้องอิ่ม eat clean baby เราได้ใช้โปรแกรมที่คุณแอนลงไว้ให้ ทำตามจนจบมาชุดนึงเรารู้สึกว่าเราดูดีขึ้นมาก




...จนกระทั่งเริ่มบ้าพลังเพราะไปลงแข่งกีฬาในที่ทำงาน ในชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพ ในนั้นมีแต่คนชอบวิ่งแล้วคุยกันแต่เรื่องนี้อย่างสนุกสนาน จนเราเริ่มลองวิ่งกับชมรมนี้ครั้งแรกวิ่ง 10 โล เราคิดว่ามันยากเหลือเกินแต่พอผ่านไปได้แล้ว...ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปคือมันก็ไม่ได้ยากนี่นา เราก็ทำได้แฮะ



และมีบางส่วนในชมรมนี้แข่งไตรกีฬาด้วย แต่เนื่องจากประเภทผลัดเค้าหาคนว่ายน้ำไม่ได้ เราจึงตกลงร่วมทีมด้วย และนี่คือครั้งแรกของเราคือ ภูเก็ตไตรกีฬา โดยลงว่ายน้ำเป็นผลัดแรก
และครั้งนั้นเราได้เห็นบรรยากาศงานไตรกีฬาเป็นครั้งแรก และเคยคิดว่ากัฬานี้มันสำหรับคนบ้า!! แต่พอได้ร่วมงานจริงๆแล้วเกิดนึกสนุกและเห็นแล้วว่ามันไม่น่าจะยากจึงเก็บความอยากลองนี้เอาไว้เล็กๆในใจ


 
 

จนปีที่สอง...เราเริ่มเปลยๆกับพี่ๆเค้าว่าอยากลองดูซักครั้งแฮะ...พี่ๆในทีมจึงให้จักรยานมาลองขี่คันนึง เราจึงเริ่มขี่จักรยานแต่ไม่ได้เก่งอะไร แล้วก็ยังไม่ได้นึกรักมันเท่าไร เพราะเราไม่มั่นใจว่าล้อเล็กๆนั้นจะรับเราไหว -_-"

 จึงขี่ไปแบบงั้นๆมาตลอด พอดีว่ามีรายการไตรกีฬามาจัดใกล้บ้านเราพอดี และระยะไม่เยอะเกินไป เราจึงตัดสินใจลง...ด้วยความไม่มั่นใจเลยยยยยย แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้วเป็นโรคไม่ค่อยยอมแพ้ตัวเองซะด้วย เราเลยเอาจักรยานมาฝึกปั่น...แค่เดือนเดียวก่อนแข่ง อาศัยว่าออกกำลังด้วยการเวทบ้าง คาร์ดิโอแบบHIIT บ้าง และก็วิ่งเบาๆมาตลอด เราคิดว่าเรามีความแข็งแรงสะสมมากพอเหลือแค่ซ้อมทักษะบ้างเท่านั้น
เราเลยเริ่มปั่นจักรยานไป-กลับจากที่ทำงาน ความรู้สึกแรกคือมันอิสระมาก และเรารู้สึกมีความสุขที่ได้ออกกำลังกาย กลางวันก็มาฝึกความแข็งแรงด้วยชุด 50-40-30-20-10 ที่เราชอบโพสน์ไว้ มันได้ทั้งความแข็งแกร่ง พร้อมคาร์ดิโอไปด้วย ตอนเย็นบางวันก็ปั่นจักรยานไปสระว่ายน้ำ ลงน้ำต่อกับลูก ช่วงนั้นเรารู้สึกว่าเราแข็งแรงมาก และภูมิใจลึกๆที่แบ่งเวลาทำได้ทุกอย่างโดยไม่ได้บกพร่องเรื่องอื่นๆ



แต่ความที่เป็นครั้งแรก...เรานึกหวั่นๆในใจอยู่ตลอดเวลา...กลัวจะไม่ถึงเส้นชัย แต่ก็แอบมั่นใจในความแข็งแรงของตัวเองอยู่ลึกๆ
จนวันแข่งเราตื่นเต้นมากและคิดเอาไว้ว่า เอาแค่ถึงเส้นชัยในเวลาที่กำหนดก็พอ...ไม่คิดว่าจะดีกว่าใครแข่งกับตัวเอง วิ่งไม่ไหวก็เดิน ว่ายไม่ไหวก็เกาะ ปั่นไม่ไหวก็เข็น แต่วันแข่งจริง เรากลับทำได้ดีชนิดที่ว่าทำด้วยความสุขจริงๆ พอขึ้นจากทะเลเป็น 1500ม.ที่เรามีความสุข ...เราทำได้แฮะเวลาดีด้วยนะ 30 กว่านาทีเอง พอตอนปั่นเราก็ไปแบบมีแต่ใจจริงๆ ปั่นไป 40 โล เกือบ 2 ชม.แต่ก็ถึงแฮะ...พอวิ่งเราวิ่งได้นิดเดียวเอง เพราะเจ็บเท้าจากการวิ่งฝ่าแดดและความร้อนจากคอนกรีต เราก็วิ่งๆเดินๆมาช้าๆ ตอนใกล้ถึงเส้นชัยเราเหลือบดูนาฬิกา...เฮ้ย!!! ยังไม่ 4 ชม.เลย เราจึงรีบๆๆๆวิ่งเข้าเส้นชัยได้ที่เวลา 3.55 ชม.แต่มีความสุขมากกกกกก

  
ไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสพิสูจน์ตัวเองได้แบบนี้...พอมันผ่านไปได้ เรามีความสุขมากๆๆจริงๆนะ สุขที่ชนะตัวเอง ฝืนความเจ็บปวดจนถึงเส้นชัยได้ ความรู้สึกนี้มันบรรยายไม่ถูก...รู้แต่เราอยากก้าวไปอีกขั้น...ขั้นแรกแค่ครั้งหน้าขอเวลาดีกว่านี้ซักครึ่งชม.

 



หรืออาจจะมีระยะสั้นของ IRON MAN อันนี้คิดเอาไว้เล่นๆ...อาจจะยังไม่เร็วๆนี้แต่แอบคิดไว้นิดหน่อย ก้าวถัดไปอาจจะมีโอกาสได้ลองระยะเต็มของ IRON MAN มันจะมีความอยากไปทีละขั้นๆ...ใครไม่เคยรู้สึกแบบนี้ เราแนะนำให้ลอง

ชีวิตเดียว...เรามีโอกาสพิสูจน์ศักยภาพของตัวเอง...ทำเลย แล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้ยากเกินความสามารถเราเลยค่ะ เพัยงแต่ตัดสินใจทำซะให้รู้ไปเลย



ความสุขที่ชนะตัวเอง...มันไม่ได้หากันได้ง่ายๆนะคะ...วันนั้นมีความสุขจริงๆๆๆๆ ^^"

ยินดีด้วยนะคะคุณใหม่ :)

ติดตามอัพเดทของบล็อกได้ทาง Drop Dead Healthy Facebook Page
Follow me on Instagram : dropdeadhealthy

Sunday, February 2, 2014

Beautiful Badass สวย เก่ง และแกร่ง เด็กหญิงใบคา

สวัสดีค่ะผู้อ่าน :)

วันก่อนแอนโพสที่เฟซบุ๊คว่า จะมี Guest post หรือแขกรับเชิญมาเขียนบล็อกโพสให้ชาวเพจได้อ่านกันสนุกๆ

แขกรับเชิญคนนี้ก็คือ ใบคา หรือ เด็กหญิงใบคา ((น้องสาวคนเก่งของคุณฟ้าใส แห่ง Fasai Fit นั่นเอง))

แอนเห็นน้องใบคาครั้งแรก คือจากเฟซบุ๊คของคุณฟ้าใส ปีที่แล้ว สะดุดใจ บร๊ะ ผู้หญิงคนนี้อายุยังน้อยๆ แต่เก่ง & สมาร์ทเกินวัย หลังจากนั้นแอนก็ติดตามน้องเค้ามาตลอดทั้งที่เฟซบุ๊ค และ อินสตาแกรม เห็นหน้าตาสวยใสแบบนี้ น้อง.แข็งแรง.มาก ค่ะ ยกน้ำหนักหนักๆไม่แพ้ผู้ชายเลยทีเดียว นอกจากเวทโหดๆแล้ว ใบคาก็เก่งรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นคุณครูสอนทำอาหาร ขนม ให้น้องๆหนูๆที่ Cook Coool Creative Cooking School แถมยังเรียนทำขนมอบที่ Le Cordon Blue อีกด้วยตอนนี้  


มาทำความรู้จักคร่าวๆกับสาวน้อยคนนี้กันค่ะ


แนะนำตัวสั้นๆหน่อยจ้า 

สวัสดีคร่า ชื่อจริงชื่อเด็กหญิงใบคา ชื่อเล่นก็ใบคาเช่นกัน ^3^



เริ่มต้นยกเวทมานานเท่าไหร่แล้ว??

ยกจริงๆจังๆก็ 7 เดือนคะ

นอกจากยกเวทแล้ว ใบคาเล่นกีฬา หรือกิจกรรมอื่นๆบ้างมั้ย?

ใบคาเล่นคาราเต้ตั้งแต่ 13 (โดนแม่ลากไป) แล้วก็เคยเต้นแล้งเต้นกา เต้น break dance กับพี่ชายงับ (เป็นสาเหตุที่ท่ายากหนูเยอะ)
I believe I can fly


เพราะอะไร ใบคาถึงสนใจเริ่มต้นยกเวทแบบถึกๆ ไม่ยกแบบสาวๆทั่วไป เช่นคาร์ดิโอสัก 40 นาที แล้วไปนั่ง adductor สักเซ็ตนึง จบสวยๆ เหงื่อซึมๆ มาสคาร่ายังเด้ง ?

อันดับแรกเลย เป็นคนขาหนัก เรื่องใช้ความรุนแรงนี่ขอให้บอก แต่ถ้าจะวิ่ง ใบคาขอ BYE คนแรกเลย ถ้าให้อธิบายในเชิงกายภาพคือเป็นคนน่องใหญ่/ยาว (long calves)ซึ่งน่องประเภทนี้จะพบได้ในคนที่บรรพบุรุษมาจากที่สูง ภูเขาเยอะ ต้องใช้แรงขาในการเดินขึ้นเขาชันๆ เลยมีกล้ามน่องเป็น power house มหึมา แต่จะไม่เหมาะกับการวิ่งนานๆเพราะหนักนั่นเอง (อ้างอิงจากหนังสือ Strength Training Anatomy โดย Federic Delavier นะจ๊ะ) ส่วนที่ไม่เล่นเครื่อง adductor เพราะนู๋เขิ้ล!! ก็เครื่องมันตั้งซะโจ่งแจ้ง ไปนั่งอ้าๆหุบๆแบบนั้น มันบ่งาม เวลาใครเดินผ่านนี่ต้องท่อง"อย่าสบตาๆๆๆ"

คิดว่า การยกเวท มันช่วยสนับสนุนในการเล่นกีฬาอื่นๆมั้ยคะ? ถ้าช่วย มันช่วยยังงัยบ้าง?

ช่วยมากมายเลยคร่า! ทุกวันนี้เวลาไปซ้อมคาราเต้รู้สึกได้เลยว่าหมัดเราแรงขึ้น แล้วเราก็ควบคุมทิศทางหมัดได้ดีขึ้นด้วย

คือ น้องหมัดหนักจริง อะไรจริง ^^


ตอนนี้ เทรนกี่วัน ตารางเทรนเป็นยังงัยคะ?

เข้ายิมอาทิตย์ละ 5 วันคะ
ขา/ก้น/หลังล่าง 2 วัน ไหล่/แขน/หลังบน/2 วัน อก/หน้าท้อง 1 วัน (บางทีก็แทรกๆไปในวันอื่นด้วยบ้าง)


Favorite lift โปรดปรานท่าไหนที่สุด?

ฮ่าๆๆๆๆๆ (ตอบเสียงดัง) Deadlift คือท่าคู่ใจของใบคา

PR ที่ประทับใจสุดยอด?

Personal Record ตอนนี้อยู่ที่ 105kg. ท่า Deadlift คร่าา

Hell yes!!I DID IT!!!!

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในกระเป๋ายิม?


ยาหม่องกะน้ำมันมวย 5555+ ถุงมือไม่ต้อง(( โน๊ตจากแอน : นี่แหละค่ะ สาวแกร็งตัวจริง เวทมือเปล่า มือด้านเราไม่กลัว)) ถุงเท้าขาดไม่เป็นไร แต่วันไหนไม่ยาหม่องก่อนเล่นนี่ใบคาจะแบบ คันนนนน

อาหารหลังเวทจานโปรด?

ถ้าจานโปรดก็อะไร meanๆ carb เยอะๆแบบพวกพิซซ่าไปเลย *0*( แอน: เอ๊ะ ทำไมเราชอบแบบเดียวกันเลย))  ส่วนเอาแบบไม่โปรดแต่กินประจำก็คงหนีไม่พ้นข้าวมันไก่ไม่ใส่ข้าวงะ (ก็อกไก่ต้มเฉยๆ)

หนังสือเล่มโปรด? หรือตอนนี้อ่านเล่มไหนอยู่?


ความที่พื้นเดิมใบคาเรียนและสนใจสาย nutrition มาก่อนจะเริ่มยกเวทหลายปี หนังสือเล่มที่ผูกพันที่สุด(ซึ่งใบคามีทั้งฉบับไทยและอังกฤษ)ก็หนีไม่พ้น Earl Mindell's New Vitamin Bible อ่านแล้วอ่านอีกจนกระดาษดำขี้มือไปหมดแล้วว
ส่วนเล่มที่อ่านแล้วชอบ โดน ทั้งแนวคิดและทฤษฏีคือ Eat Stop Eat โดย Brad Pilon ซึ่งเกี่ยวกับการทำ Intermitten Fasting (อดอาหารเพื่อ fat loss และ growth hormone พุ่งพรวด)
มาถึงเล่มที่อ่านอยู่ปัจจุบันได้แก่หนังสือ Advanced Sports Nutrition โดย Dan Benardor วิชาการสุดๆ อธิบายไปถึงโครงสร้างทางเคมีกันเลยทีเดียว ที่ชอบและยอมทนอ่านต่อถึงมันจะหนาเพราะเค้าอนุญาตให้ใบคากิน carbs ได้(เยอะด้วย)


ใครที่เป็นแรงบันดาลใจของใบคาตอนนี้??

Elliot Hulse คร้าา ป๋าคนนี้ใบคาเปิดคลิปเค้ากรอกหูก่อนนอนทุกคืน คืนไหนไม่เปิดหลับไม่สบาย ฮีเป็นคนฉลาดและลึกซึ้งมาก ใบคาชอบบ

ผลข้างเคียงที่เจ๋งที่สุด ที่ได้จากการฝึกเวท คือ??

ความถึกและทนทานยิ่งกว่าคูโบต้า! อย่างวันนี้ที่โรงเรียนต้องตี meringue ด้วยแซ่มือ ใบคาตีได้แบบชิวๆ ตีเสร็จยืนสะบัดผม ในขณะที่เพื่อนๆยืนบ่นปวดแขนกัน ต้องขอบคุณชั่วโมงเทรนด์ทรมานๆในยิมจริงๆคะ

ขนมฟองน้ำ หรือ Éponges ที่ใบคาบอกว่า กล้ามแขนที่แข็งแกร่งนี่แหละ ช่วยให้ตีเมอร์แรงค์ด้วยมือ อย่างชิวๆ :)


Next training goal ??

ปีนี้อยาก Deadlift ให้ได้สัก 130 เบาๆ สวยๆ คะ

อยากฝากอะไรไปถึงสาวๆที่กำลังเริ่มต้นอยากฝึกยกเวท แต่ยังกล้าๆกลัวๆ??

ถ้ากลัวแขนใหญ่ก็เริ่มจากเล่นขา พวก squat ก็ได้คะ เพราะสาวๆหลายคนพออายุเริ่มมากขึ้นก็มีปัญหาขาไปตามแรงโน้มถ่วงโลกบ้าง เป็นผิวส้มบ้าง ซึ่งท่าพวกนี้มันช่วยได้เยอะคะ ทำให้ก้นเด้งดึ๋งดั๋งเหมือนก้นคุณพี่แอน(( อะแฮ่ม ขอบใจจ้าที่ชม 55 ) ตราบใดที่คุณไม่ได้กินเกินที่เผาผลาญ เล่นยังไงขาก็ไม่ใหญ่จนกลายเป็นขานักกล้ามชายแน่นอน




                        ~3~3~3~3~3~3~3~3~3~3~
 
ขอขอบคุณใบคามากนะคะที่สละเวลามาเขียนบล็อกโพสให้ชาวเพจอ่านสนุกๆ ดีใจที่ผู้หญิงยุคนี้ เริ่มให้ความสนใจกับการยกเวท และเลิกเชื่อค่านิยมผิดๆที่ว่า เวทแล้วจะทำให้ตัวใหญ่
 
เพราะผู้หญิงนั้นสวยอย่างเดียวไม่พอ ต้องแข็งแรง(ทั้งร่างกาย และจิตใจ)ด้วย

IG : baicarrot
IG : cookcoool

แอน

ติดตามอัพเดทของบล็อกได้ทาง Drop Dead Healthy Facebook Page


 
 









 
 

 
 
 


Monday, September 24, 2012

Success Story from Mira กว่าจะวิ่งได้ 10K

สวัสดีค่ะ

วันนี้แอนมีประสบการณ์ของมีร่ามาให้เพื่อนๆอ่านนะคะ

กว่าจะวิ่งได้ 10k
ขอแชร์ประสบการณ์ที่ผ่านมาเกือบครึ่งทางนะคะ เพราะแอนเป็นแรงบันดาลใจเริ่มต้นในการออกกำลังกายแบบจริงจัง เป็นคนหุ่นอวบๆ แบบนี้มาต้ังแต่ใหนแต่ไรนะคะ เคยพยายามลดน้ำหนักหลายรอบ แต่ก็ไม่ได้จริงจังขนาดน้ี รอบนี้จริงจังที่สุดแล้ว
เริ่มต้นที่คุยกะแอนประมาณปลายมีนา แอนแนะนำเวิร์คเอาท์หลายตัว ตอนนั้นไปพักผ่อนที่ฟลอริดา เลยเริ่มต้นด้วยการวิ่ง วันแรกว่ิงได้ไม่ถึงไมล์นะคะ แต่เพราะความต้ังใจจริงๆ คราวนี้ก็เลยวิ่งทุกวัน
อาทิตย์แรก 1 ไมล์ วิ่งมั่งเดินมั่ง
อาทิตย์ที่ 2-3 เริ่ม 2 ไมล์
อาทิตย์ที่ 4 เริ่ม 3 ไมล์
หลังจากน้ันก็วิ่งระหว่าง 2-3 ไมล์

ผ่านไป 3 เดือนน้ำหนักลงแค่ 5 พาวน์เอง ทำบอดี้เวทด้วยนิดหน่อย แอบท้อนะ ที่น้ำหนักไม่ลงเยอะเหมือนคนอ่ืน
ที่ลงไม่เยอะเพราะ เป็นคนชอบกิน และชอบทำอาหาร แถมต้องทำอาหารเลี้ยงแขกบ่อยๆ อันนี้เป็นข้ออ้างอ่ะเนอะ แต่ไม่ทานฟาสฟูดนะคะ ไม่ชอบส่วนตัว
ไม่ทานน้ำอัดลมมานานนนมาก เพราะท้องไม่ดี ทานข้าวกล้อง ผัก ปลา เป็นปรกติ เลยไม่รู้จะตัดอะไรออกดี (ข้ออ้างอีกแระ) แถมระบบเผาผลานต่ำกว่าปรกติ กำลังจะไปเช็คไทรอยน์ด้วย

เดือนที่ 4 กลับจากพักผ่อน ก็ลุยงานสังคม เยอะมากก งานแต่ง งานวันเกิด ไม่ได้วิ่งเลย แถมทานเยอะอีก

เดือนที่ 5 เพ่ือนกลุ่มที่เคยทำ crossfit ด้วยกันรวมตัวกันอีกรอบ ทำ ครอสฟิต 3 วันต่ออาทิตย์ พร้อมทั้งมีกลุ่มเทรนว่ิงสำหรับนักวิ่งมือใหม่ สอนวิ่งแบบอาสาสมัคร ไม่ได้ค่าจ้างนะคะ เลยไปหัดวิ่งแบบถูกวิธีจากนักวิ่งมาราธอนหลายคน ว่ิง สามวันต่ออาทิย์ แต่มีหน่ึงวันตรงกับครอสฟิตเลยกลายเป็น วิ่ง 3 วัน ครอสฟิต 2 วัน พัก 2 วัน แต่บางทีฮึดๆ วันอาทิตย์ก็ไปวิ่งเองกับเพ่ือน

มาถึงการเทรนวิ่งที่เค้าเทรน จะแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มคนไม่เคยวิ่งเลย (เทรนให้วิ่ง 5k ) และเคยวิ่งมาแล้ว (เทรนว่ิง 10k)
ตอนแรกปอดแหกกลัวว่ิงไม่ไหวเลยไปจอยกลุ่มคนไม่เคยวิ่งเลย วันแรก เดิน 3 นาที วิ่งเหยาะๆ 1 นาที สลับแบบน้ีไปจนครบ 2 ไมล์ รู้สึกว่าตัวเองวิ่งได้มากกว่านั้นเลยเปลี่ยนกลุ่มไปเทรน 10k

กลุ่มเทรน 10k นี่วิ่งตลอดไม่หยุดเดินนะคะ วันแรก 3 ไมล์เลย แต่เค้าห้ามวิ่งเร็ว พอครบสามไมล์ไม่เหนื่อยเลย เพราะไม่ได้วิ่งเร็วจนหายใจไม่ทัน
เดือนแรกที่เทรน วิ่งระหว่าง 3-4 ไมล์ ยังวิ่งแบบสบายๆ ไม่เร็ว
3 อาทิตย์หลัง เพิ่มมาเป็น 4-6 ไมล์และเริ่มวิ่งเร็ว คร่ึงไมล์สลับกับวิ่งปรกติ

ผ่านไปเดือนครึ่งที่เทรนก็จะวิ่งเร็วขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว
อ้อคนที่ไม่เคยว่ิงเลย เห็นอาทิตย์สุดท้ายที่เทรนเค้าก็วิ่งกันได้ 2-3 ไมล์นะคะ

วันน้ีเป็นวันวิ่ง วิ่ง 10k ทำเวลาไป 59นาที ซึ่งดีกว่าตอนซ้อมตั้ง 12 นาที (แอบดีใจ :))
                                    

มาถึงน้ำหนัก ไอ้ที่ลงไป 5 พาวน์น้ันหลังจากเล่น crossfit มันก็เด้งกลับมาอ่ะ แอบใจเสีย แต่มีคนทักว่าผอมลงแฮะ ลงสัยไขมันหาย กล้ามมาแทน เลยไม่ได้สนใจตัวเลขบนตาช่ังแบบบ้าคล่ังเหมือนเมื่อก่อน



                               

ตั้งเป้าไว้ 1 ปีสำหรับการผอม ตอนนี้จะเพิ่มยกเวทมากกว่าเดิม ก็ต้องพยายามต่อไป ถึงวันนั้นจะได้มี before-after สวยๆ มาฝากนะคะ
ขอบคุณท่ีอ่านจบ. ยาวมากก


                                   
ขอบคุณมีร่ามากๆที่สละเวลาเล่าประสบการณ์ดีๆสู่กันฟัง ใครที่ชอบวิ่ง คงจะได้เกร็ดความรู้ไปบ้างนะคะ ตัวแอน จะวิ่ง/เดินตอนเช้าๆวันละ 30 นาที ไม่เคยได้นับว่ามันกี่ไมล์ แต่ยอมรับกว่า แรกๆเหนื่อย ปวดขาไปเลย เพราะไม่ชินกับการวิ่ง แม้ว่าจะออกกำลังกายเป็นประจำ คนที่วิ่งได้ 10K นี่เก่งมากๆ นับถือมีร่าจริงๆ :)

สำหรับเรื่องน้ำหนัก รูปมีร่าเป็นตัวบ่งบอกทุกอย่างนะคะ  สวยสุขภาพดีมากๆ :) เคยเขียนไปหลายทีแล้ว และก็จะย้ำอีกที ตัวเลขไม่ได้บ่งบอกถึงการประสบผลสำเร็จ การมีสุขภาพดี ความแข็งแรง หรือสมรรถภาพทางการกีฬาของเรา  ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพนะคะทุกคน
                               

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

แอน

Wednesday, July 25, 2012

Success Story ของพี่แอนน์ ClayAnn



สวัสดีค่ะชาวบล็อก Drop Dead Healthy

ขอโทษด้วยนะคะที่ห่างหายไปนานนนน เพราะแล็ปท็อปโดนไวรัสลง คุณผู้ชายที่บ้านก็ไม่ว่างซ่อมให้ซะที ไอ้เราจะซ่อมเอง ก็บอกโนๆ เดี๋ยวไอทำเอง กลัวทำแล็ปท็อปเจ๊งว่างั้น ก็เป่าหูทุกวัน ไม่ได้อัพบล็อกเลยเนี่ย แฟนคลับรอแย่ โฮะๆ ได้ผลคร้า(หรืออาจจะเพราะรำคาญฟังภรรยาบ่นทุกวัน ฮา )

วันนี้แอนมี ประสบการณ์ การลดน้ำหนักของพี่แอนน์ มาฝากให้อ่านนะคะ เนื่องจากพี่แอนน์ได้โพส progress ของตัวเองในที่เฟสบุ๊ค แอนเห็นรูปแล้วทึ่ง ยกย่องในความพยายาม ความตั้งใจ เลยขอให้พี่เค้าช่วงเขียนเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เผื่อหลายๆคนที่กำลังพยายามลดน้ำหนักอยู่ อ่านเรื่องพี่แอนน์แล้วจะได้ข้อคิด และเกิดแรงบันดาลใจอีกหลายๆๆฮึด  :)
จุดเริ่มต้น

เริ่ม จากที่เสื้อผ้ามันเริ่มคับมากสุดขีด ถึงขั้นต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ละนะ  แหวนแต่งงานก็คับ ความรู้สึกก็ไม่ค่อยกระฉับกระเฉง ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็วกไปวนมาอยู่แค่เนี๊ยะ แม้จะออกกำลังกายบ้าง มันบวกกับเรื่องงาน หาไม่ได้ดั่งที่ต้องการ มันก็สุขเพลิน เกินไปหน่อย ครั้งก็เป็นครั้งที่นับไม่ได้

                              


แล้วทีนี้ก็เริ่มหาข้อมูล อ่านสิ่งเดิมๆที่เคยอ่านมาแต่ลืมไปแล้ว อ่านแรงจูงใจ หาแรงผลักดันว่างั้นเหอะ เบื่อการกระทำเก่าๆ ก็เลยไปเจอเข้ากับรูปของแอน drop death healthy เข้า เห็นรูปที่บล๊อคบอดี้ร๊อคแล้วแบบว่า โห..ทำได้ไงอ่ะ แล้วมาเห็นสูตรอาหาร เกิดความสนใจขึ้นมาว่า เออ..เข้าท่าแฮะ ได้กินนู่นนี่ตลอดเลย บวกกับคุยกับเพื่อนๆบางส่วนเรื่องนี้อยู่ เขาดูแลสุขภาพกัน ฟังไปฟังมา คุยไปคุยมา เริ่มอินตามคับ อิๆ(แรงจูงใจอย่างแรงอีกอันคือ เจนี่ เทียนฯค่ะ สนใจการออกกำลังกายและตั้งใจจริงของเค้า เห็นแล้วมันทำให้เราฮึดสู้)



พอสร้างความรู้สึกได้ การเริ่มต้นก็เกิดขึ้นอีกครั้ง! 
น้ำหนักสูงสุด Apr 3, 2012   161 lbs หรือ 73.18 kgs

ทำยังงัยถึงสามารถมาถึงจุดนี้ได้

พอเริ่มต้นได้ ก็เป็นนิมิตรหมายที่ดี แรงใจมาก็เข้าสู่ระบบชีวิตที่
เลือกใหม่เลย

ขั้น แรกเลยเนี่ย เริ่มจากอาหารก่อน ต้องบอกว่าสำหรับตัวเองเนี่ย เริ่มจากการนับแคลอรี่คร่าวๆและว่างๆก็หาความรู้ด้านอาหาร พืชผัก ผลไม้ต่างๆ ไม่ได้นั่งนับเอาเป็นเอาตายนะคะ แต่พยายามอ่านและฝึกตัวเองให้รู้พอคร่าวๆ เพราะจริงๆแล้ว อาหารบางอย่างไม่ได้นึกว่ามันจะแคลอรี่สูง ไม่มีประโยชน์มากในด้านการควบคุมน้ำหนักและสุขภาพ หรือแม้แต่ความกลัวอ้วนในอาหารต่างๆที่ผ่านมา  เพื่อนแต่ละคนก็โพสและคุยกัน เล่าให้กันฟังตลอดว่า อันไหนดี ไม่ดี ยังงัย แล้วก็เลยเริ่มการครีเอทเมนูขึ้นมาเพราะเริ่มสนุกกับการหาและทำอาหารที่เรา กินได้ปริมาณเท่าเดิม แต่เปลี่ยนมาเลือกสิ่งที่ดี และเริ่มจำว่าประเภทไหน ใช้อะไรแทนได้ พอสนุกกับการดัดแปลงอาหาร มันก็เอนจอยกับการกิน ไม่ฝืนกิน บวกกับพอรู้ว่าไอ้นู่นไอ้นั่นดี ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปทางบวกกับผักผลไม้ และไขมันชนิดดี แป้งชนิดดี ต่างๆเหล่านั้น



แล้วพอวันนึง ครีเอทเมนูได้หลายอย่าง อย่างสนุกสนานก็เกิดความกล้าที่จะลองน้ำปั่นผักผสมผลไม้ ลองเมนูใหม่ๆ ความตื่นเต้นกับอาหารมันก็เลยทำให้สนุกที่จะกิน เพราะแรกๆเราอ่านแคลอรี่ อ่าน nutritions ก็เริ่มมั่นใจว่ากินไอ้นี่ได้มากเท่าไหร่ดี ตอนนี้ไม่ได้นับแคลอรี่แล้ว เพราะว่าเริ่มจำและชินกับการทำอาหารว่าปริมาณเท่าไรดีแล้ว สรุปว่า.. อาหารหลากหลาย มันก็ทำให้ไม่เบื่อ สนุกที่จะกิน และก็กินๆๆๆ ไม่มีการอด แถมยังกิน 4-5 มื้อเลยทีเดียวเชียว สุขไม๊ล่ะเนอะ?


การ อ่าน การหาข้อมูลมันมีส่วนมากมาย ไม่ได้หาอย่างเอาเป็นเอาตาย เราอ่านแบบว่าเหมือนเราซื้อนิตยสารมาอ่านเล่นๆ ไรงี้นะ(แต่ไม่ได้ซื้อ หาเอาตามเนท อิๆๆ) แล้วก็จะเกิดกำลังใจ สิ่งจูงใจ แรงผลักดัน ทุกอย่างอยู่ที่เราคนเดียวเท่านั้นที่จะสร้างขึ้นมาได้ เริ่มได้ ความมั่นใจมันจะมาเอง และสิ่งสำคัญอันสุดท้าย ณ จุดนี้คือ...ลงมือทำ!!! 


แล้วมันก็เลยเดินมาถึงจุดนี้...ได้

เรียนรู้อะไรบ้างจากประสบการณ์


จากประสบการณ์ที่ผ่านมา


ตอนอายุรุ่นๆ .. เคยกินยาถ่ายอ่อนๆ ไม่เคยคิดอ่าน หาข้อมูลอะไร ก็เข้าใจผิดๆตลอดมาตอนนั้น แต่ครั้งเดียว วิธีนี้ไม่เวิร์คแต่แรกเลย เพราะบังเอิญแอนน์เป็นคนที่เจ็
บท้องแล้วอาจหน้ามืดได้ เพราะมันเป็นมาหลายทีด้วยอาการประจำส่วนตัว ก็จะปัดผ่านไปเลย แถมความที่ชอบอ่าน ก็ยิ่งรู้ข้อมูลอีกว่าการกินยาถ่ายเบาๆ หรือชาลดความอ้วนต่างๆนาๆ มันไม่ดีต่อลำไส้ใหญ่เสียเลย มันผิดธรรมชาติ มีแต่เสียกับเสีย เรื่องล้วงคอนี่ไม่เคยเห็นด้วยแต่แรก แต่เห็นคนทำกันบ้างเหมือนกัน ไม่ไหวค่ะ ทำร้ายร่างกายทั้งนั้น


ส่วนวัยทำงานอายุยังรุ่นๆเหมือนกัน.. ก็เคยกินยาลดความอ้วนค่ะ สรรพคุณว่าดีงู๊นงี้ แต่สุดท้ายมันก็ลงท้ายด้วย เออ..ว่ะ เสียเงินไปเฉยๆนี่นา กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็กลับมาอ้วนเหมือนเดิม และบางครั้ง ..ยิ่งกว่าเดิม!! แถมอาการข้างเคียงนี่ไม่แน่ใจว่าใช่หรือปล่าว แถมกินแล้วปากอาจมีกลิ่น เพราะมันทำให้อยากดื่มน้ำบ่อยๆ กระเพาะเราจะเป็นไรป่าวว๊า สุดท้ายก็เลิกกิน(ดีที่กินไม่นานนะคะ เพราะเคยได้ยินบางคนกินเป็นชีวิตประจำวันเลย ไม่ไหวค่ะ หุๆๆ ไม่เห็นด้วยกับการกินยาเสียเงินแบบนี้เลยค่ะ) ซึ่งพอเลิกได้ปีสองปี ก็เริ่มได้ข่าวว่าคนนู๊นกินยาแล้วตาย หรืองัยเนี่ยแหละ จำไม่ค่อยได้ ก็เลยซึ้งกับตัวเองที่เลิกได้ ประการที่สำคัญที่สุดก็คือ"เงิน"ค่ะ หุๆๆ มันดูยังงัยไม่รู้นะ กินเข้าไปก็จ่ายเงินกินซะเยอะ จะเอามันตัวเองออก เรายังต้องเอาเงินไปให้เขาเอาออกให้อีก ไม่ไหวค่ะไม่ไหว  เรื่องผ่าตัดนู่น นี่ ไม่เคยมีอยู่ในสมอง เพราะกลัว ฮี่ๆๆๆ  แค่ยานี่ก็เกินพอละ  อ่อ..ยาลดความอ้วนเนี่ย สมัยสิบเอ็ดปีที่แล้วที่มาอยู่เมกาเนี่ย สั่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาเลยนะคะ เป็นไงล่ะ เสียเงินหลายเด้งเลย มีแต่เสียกับเสีย สุดท้ายก็เปล่าประโยชน์


ดังนั้น เรียนรู้แล้วว่าที่ผ่านมา เสียเงินฟรี ฮ่าๆๆ คิดย้อนหลังกลับไปนะ เอาเงินพวกนั้นไปซื้อเทป ซื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซื้อเสื้อผ้า ของแต่งตัวอย่างที่หญิงๆชอบกันได้เยอะโขเลยค่ะ สาวๆ


สุด ท้ายมาเจอพี่เคลย์ คนนี้ออกกำลังกาย ทีนี้ถึงจุดเปลี่ยน เริ่มมาเรียนรู้การออกกำลังกาย เห็นพี่เคลย์ทำ ก็เริ่มอ่านในเนท แล้วก็เริ่มทำ โดยมีเทปแรกในชีวิตที่โทรไปซื้อเองเชียวนะ slim in 6 with Debby Seiber ซึ่งยังใช้อยู่จนทุกวันนี้ รวมเวลาเบ็ดเสร็จร่วมสิบปีเชียว


พอ เริ่มออกกำลังกายและทำงานไปด้วย ก็เลยไม่วายที่จะมีช่วงอ้วน ช่วงผอม ซึ่งแล้วแต่จุดเปลี่ยนของชีวิต ย้ายบ้าน หางาน ตกงาน ได้งาน ตกงานอีก บวกกับอาหารการกินของใหม่ เมืองใหม่ เป็นแม่บ้านเต็มตัว ทำกับข้าวอย่างเมามันส์ หนำซ้ำเป็นคนที่ทำแล้วกินเก่งสุดๆ ชอบแต่อาหารอ้วนๆ ของหวานยิ่งตัวดีเลยชอบมาก จนสามีเรียก"ควีนออฟของหวาน"เลยนะ  ทั้งหมดที่ว่ามา มันเป็นภาวะความเครียด ไปๆมาๆ หาตัวเองไม่เจอ ลืมตัวเมื่อเครียด แล้วก็กิน อ้วนแล้วก็ขี้เกียจ แล้วมันก็วกกลับมาที่เดิม คือ..น้ำหนักเกินจนเสื้อผ้าคับครั้งที่นับไม่ถ้วน เฮ้อ!!


ที่เล่าประสบการณ์บางส่วนให้ฟังก่อน เพราะจะบอกว่าเรียนรู้อะไรบ้างจากประสบการณ์เนี่ยแหละค่ะ ว่า"ที่ผ่านมาทั้งหมดทั้งมวล อยู่ที่ตัวเราเองทั้งหมด" ค่ะ ทำอะไรที่ผิดธรรมชาติร่างกายไป ก็คือเราทำร้ายตัวเราเองทั้งนั้น ซึ้งแล้วว่าเราควรปรับนิสัยเราต่างหาก ถึงจะทำได้ตลอดไป ซึ่งตรงนี้ เป็นสิ่งที่ยากมากเหมือนกัน ตัวแอนน์เองก็จะพยายามทำมันให้ดีที่สุดในทุกๆวัน ไม่อยากสัญญาอะไรกับตัวเองอีกแล้ว เพราะที่ผ่านมาพูดแล้ว กลืนน้ำลายตัวเองหลายทีแล้ว เอาเป็นว่าทำมันให้ดีทีสุดดีกว่า ไม่มีอะไรกดดัน จะได้มีความสุขกับมันเนอะ ^^




ณ วันนี้
                                   

น้ำหนัก ณ วันนี้ June 27, 2012 144 lbs หรือ 65.45 kgs


ทั่ว ไป...เวลาคนสนิทหลายคนแถวนี้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเขาคิดจะหาตัวช่วยมาลดน้ำหนักและไขมัน แอนน์ก็เลยเล่าได้อย่างภูมิใจว่า ชั้นไม่ได้ซื้อผลิตภัณฑ์ไรเลย อาหารที่ชั้นกินทุกวัน จ่ายตังค์พอๆกันกับทุกๆวัน ชั้นแค่เลือกกินมันแค่นั้นเอง ชั้นได้กำไรอีกต่างหาก ตรงที่ชั้นมีสุขภาพที่ดีขึ้น สบายท้องไม่ต้องซื้อกากใยอะไรมากินเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว แถมยังน้ำหนักค่อยๆลดลงไปอีกต่างหาก แล้วมันยังแปลกด้วยนะที่การออกกำลังกายทำให้อารมณ์ดีขึ้น อันนี้รู้สึกกับตัวเองจริงๆค่ะ


ตัวเอง...ครั้งนี้จบลงด้วย การลดแบบไม่เครียดเหมือนก่อนๆ ไม่ขนขวายหาตัวช่วย แต่ใช้วิธีปรับนิสัยการกินอาหารแทน จากแรกๆจะเกือบท้อว่าทำไมไม่ลดซะที จนเวลาผ่านไป ขี้เกียจยุ่งกะมัน กินแบบที่แอนน์เรียกว่าดีๆเนี่ยเป็นชีวิตประจำวันไปเลย และบอกตัวเอง ชั้นจะทำแบบนี้แหละตลอดชีวิต แล้วพอลืมมันไปสักพัก ไม่กี่วันก่อนที่บ้านจะมีการาจเซล เลยไปเลือกเอาเสื้อผ้าที่คิดว่าใส่ไม่ได้มาหลายปีแล้ว เลือกไปขายซะ มันนอนอยู่ในตู้จะผุเอา ก็เลยเอาเสื้อผ้าออกมากองเต็มห้อง เลือกกันทีละตัวเลยทีเดียว ปรากฎว่า ใส่เสื้อผ้าที่เคยซื้อไว้และหวังว่าสักวันจะใส่ได้ ซึ่งบางตัวไม่เคยใส่ได้มานานกว่าห้าปีเลยทีเดียว วันนี้ใส่มันได้ ก็เลยจับกล้องขึ้นมาถ่ายรูปลองดูว่าไปถึงไหน เพราะไม่ได้ถ่ายจริงจัง เพราะคิดว่ามันยังไม่ลดไปถึงไหน ตัวเราเองไม่รู้ตัวไง แต่พอถ่ายรูปออกมาเทียบดู โห..เปลี่ยนไปจริงๆด้วยอ่ะ  ตอนนี้ใส่เสื้อผ้ามั่นใจขึ้นกว่าเดิมหน่อยนึง และสุดท้ายคือ ประหยัดเงินในทุกๆทางจริงๆ อาหารก็ซื้อราคาเดิมๆ แถมยังไม่ต้องเสียเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่ ได้เสื้อผ้าที่มีอยู่ใส่ได้อีกทีแล้ว  เพราะฉะนั้น อย่าไปเครียดกะเวลามากค่ะ ปล่อยๆมันไป กินดี ทำดีไปทุกๆวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างถูกต้อง แล้วผลก็จะมาเองค่ะ


ถือว่าวันนี้สำเร็จไประดับนึงค่ะ ^^

อาหาร
กินทุกอย่างเหมือนครอบครัวเวลาไปไหนมาไหนกะเค้า แต่อยู่บ้านคนเดียวก็เลือกกินแป้ง ดี ไขมันชนิดดี เน้นผักทุกมื้อ ผลไม้ระหว่างมื้อ บางทีก็แครกเกอร์ ชีส กะผลไม้ ตอนเย็นเน้นผักต้ม เนื้อต่างๆเท่าฝ่ามือ ตัดมันออกให้มากที่สุด สลัดใหญ่ใส่เนื้อบ้าง ไม่ใส่บ้าง บางทีก็ใส่ไข่ บางทีก็ทำสมูตตี้ผักผลไม้แก้วใหญ่ดื่มแทนอาหารเย็น เพราะบางทีออกกำลังกายค่ำไปหน่อยก็จะเป็นแก้วเดียวแทนมื้อเย็นกับอาหารหลังออกกำลังกายที่ใส่กรีกโยเกิร์ต สิ่งต่างๆที่มีคุณค่าสำหรับกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย วันไหนที่ไปกินกะครอบครัว พยายามไม่ลืมตัวกินเยอะเกินไป ถ้าวันไหนกินเยอะหน่อย ก็พยายามมื้อต่อไปเรียกตัวเองกลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ได้ แต่สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการทานให้พอดี

ออกกำลังกาย
อันนี้คงแล้วแต่ครอบครัวใครอ่ะเนอะ ที่บ้านเนี่ยหน้าร้อนพี่เคลย์เขา ชอบไปวิ่งที่พาร์ค แอนน์ก็จะไปเป็นเพื่อนกัน เหมือนเป็นกิจกรรมครอบครัว แต่เราแค่จ๊อกเบาๆ ราวๆ สามไมล์โดยรวม หรือไม่ก็ทำบอดี้เวทระหว่างรอพี่เคลย์วิ่ง ถ้าวันไหนร้อนจนไม่ไหวแล้วนะ ส่วนวันที่เราไม่ได้ไปวิ่ง แอนน์ก็จะออกกำลังกายกับเทป ซึ่งมันจะคล้ายๆกันกับบอดี้ร๊อคของแอน ซึ่งเขาพาเราเริ่มตั้งแต่วอร์มอัพ แล้วก็เต้นออกกำลังกายออกแนวๆคิ๊กบ๊อก ซิ่ง เสร็จคาดิโอ เขาก็ต่อด้วยเวท แล้วก็พวก pilates โยคะ คูลดาวน์ ใน 45-60 นาที แล้วแต่เทปที่แอนน์เลือก สลับกันไปตามอารมณ์กับปั่นจักรยาน(มีเครื่องที่บ้าน) อิลิปติคอล Wii Sport, dance หรือไม่ก็ไปดูหลานตีกอล์ฟก็ใช้วิธีเดินเอา ไม่นั่งรถกอล์ฟ พยายามห่างเนทนิดนึง เอาเวลามาแบ่งให้การออกกำลังกาย โดยเฉลี่ยแล้วแอนน์ออกกำลังกายประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์ พักวันสองวัน คือพูดง่ายๆ แล้วแต่กิจกรรมครอบครัวอ่ะค่ะ








หายไปทั้งหมด 17 lbs หรือเกือบๆ 8 กก. ราวๆ 4 เดือน
ตั้งใจจะลดให้เหลือ 130 lbs หรือ 59 กก. ในเป้าหมายหลักอันแรกค่ะ
เพราะเป้าหมายหลักที่สองนี่ท่าจะยาว มันจะท้อซะก่อน หุๆ อยากหนักซัก 120-126 lbs ราวๆนี้อ่ะค่ะ หรือไม่เกิน 57 กก.

*ขอขอบคุณที่แอนน์มากนะคะที่สละเวลาเขียนประสบการณ์มาแบ่งปันกัน การลดน้ำหนักจริงๆนั้น ไม่ยากอย่างที่คิด ทุกอย่างอยู่ที่ใจ และการตัดสินใจทำ ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ถือว่ามันเป็น Journey นะคะ อาจจะมีล้มบ้าง พักบ้าง ก็ให้กำลังใจตัวเองเยอะๆ ล้มแล้วให้ลุกขึ้นเดินต่อจากจุดนั้น ไม่ใช่ว่าเริ่มต้นจากศูนย์ 
ที่สำคัญอยากให้ทุกคนที่ได้อ่านบล็อกนี้คิดว่า การลดน้ำหนัก มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุด  น้ำหนักเราลดอย่างพอใจแล้ว แต่อย่าหยุดแค่นั้น เพราะมันจะมีแต่กลับไปสู่เส้นทางเก่าๆ นิสัยการกินเก่าๆ เดินหน้าต่อไป ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารที่ดีบำรุงสุขภาพของเรานะคะ
ได้อ่านแล้วคิดว่าเป็นประโยชน์กับคนรู้จัก แชร์ต่อๆกันไปได้นะคะ ของดีๆแบบนี้ ไม่หวงห้าม :)

** ถ้าเพื่อนๆมีเรื่องราว ประสบการณ์แบบนี้ อยากแบ่งปันเพื่อเป็นความรู้ให้ผู้อื่น สามารถส่งมาได้ที่อีเมล์นี้นะคะ dropdeadhealthy@yahoo.com แล้วแอนจะนำเรื่องลงที่บล็อก


ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ
แอน

ติดตามอัพเดทของบล็อกได้ทาง Drop Dead Healthy Facebook Page