Pages

Thursday, October 25, 2012

Low Calorie Diets ทำไมถึงไม่จีรังยั่งยืน

สวัสดีค่ะ

เคยเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปก่อนหน้านี้แล้วที่นี่ข้อผิดพลาดเวลาไดเอ็ท แต่วันนี้อยากเขียนอีกครั้ง อ่านบ่อยๆ จะได้เข้าใจเยอะๆนะคะ

หากเราดูพวกมีลแพลนที่บริษัทลดน้ำหนักทั้งหลายจัดไว้สำหรับคนลดน้ำหนัก หรือแม้กระทั่งตามพวกแม็กกาซีนทั้งหลาย ส่วนมากแคลอรี่จะอยู่ที่ 1,200/วัน!!!!

แค่นี้ จะอิ่มท้องหรือ??

ก็จริงอยู่ หากตอนเราเริ่มออกกำลังกาย เริ่มลดน้ำหนักใหม่ๆ ทานแค่นี้ น้ำหนักคุณจะลดแน่นอน แต่ที่ลดหายไป มันไม่ใช่ไขมันนะคะ มันแค่น้ำหนักน้ำในร่างกาย และกล้ามเนื้อบางส่วน กล้ามเนื้อมันฝ่อลงเพราะคุณทานอาหารไม่เพียงพอ ทีนี้ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ระบบเผาผลาญจะทำงานช้าลง ทีนี้พอคุณทานมากขึ้น ร่างกายช็อค ไม่คุ้น เพราะปรกติคุณทานมาแค่นี้ตลอด ทีนี้แคลอรี่ที่ทานเกินมา มันก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมัน = น้ำหนักที่หายๆไปก็กลับคืนมา ก็เข้าทางพวกบริษัทนี้เลย เพราะคุณต้องกลับไปใช้บริการพวกเค้าอีก คุณถามเค้าว่า ทำไมน้ำหนักขึ้น เค้าก็จะตอกคุณกลับมาว่า มันเป็นความผิดของคุณ ที่ทานเยอะขึ้นเอง ไม่ทำตามแพลนเค้า ...เสียตังค์แล้ว ต้องมาเสียเวลาเปล่าประโยชน์

สรุป เหตุผลที่อาหารแคลอรี่ต่ำไม่ได้ผลเพราะ
 
 
1. เมื่อคุณทานมากขึ้น น้ำหนักมันก็จะเด้งกลับมา หรือที่เรารู้จักในนาม โยโย่เอ็ฟเฟ็ค
2. เมื่อคุณทานไม่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ จะส่งผลให้ระบบย่อยอาหาร ระบบเผาผลาญ(Metabolism) ทำงานช้าลง พอคุณออกจากไดเอ็ท ทานมากขึ้น แคลอรี่ที่เกินมา ก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมัน ผลคือ น้ำหนักเพิ่มขึ้น
3. หลายคนอาจจะนึกในใจว่า อ้าว ถ้างั้นก็กิน 1,200 แคล/วัน ตลอดไปสิ แค่นี้เอง...ในความเป็นจริง มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ คุณจะอดๆหยากๆทรมานตัวเองไปทำไม ผลที่เกิดขึ้นจากการอดอาหาร มันจะทำให้คุณเพลียง่าย สมองเบลอๆ อารมณ์หงุดหงิดง่าย ผมร่วง เล็บฉีกง่าย ผิวแห้ง ดูไม่สดใส หน้าตอบ โทรม เพราะร่างกายขาดสารอาหาร....และอีกอย่างนึงก็คือ สมรรถทางเพศลดลง(ขออภัยนะคะหากติดเรทไปหน่อย) ถ้าไม่เชื่อ ลองกูเกิ้ลหา Minnesota Starvation Experiment นะคะ ไม่ก็ลองด้วยตัวเองดู

วิธีแก้ไข

ง่ายๆค่ะ
1. หิวก็ทาน ฟังสัญญาณของร่างกาย ทานให้เพียงพอที่จะซัพพอร์ทน้ำหนักคุณ อย่าตัดแคลอรี่ฮวบฮาบ ลองอ่านที่บล็อกนี้้ดูเป็นแนวทางนะคะต้องทานวันละกี่แคลอรี่ดี อาหารที่ดี มีประโยชน์ ทานให้ครบ 5 หมู่ อย่างที่เคยเรียนมา ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไขมันที่ดี แป้ง

2. Stay active ออกกำลังกายให้เป็นประจำ เคลื่อนไหวตัวเองให้ตลอด การลุกไปหยิบรีโมทแล้วกลับมานั่งที่โซฟา ไม่นับกว่าเป็นการเคลื่อนไหวนะคะ ;) เดินออกกำลังกายทุกวัน เวลาไปซื้อของจอดรถให้ไกลหน่อยแล้วเดินเอา อย่าเอาแต่เลือกที่จอดใกล้ๆ , เดินขึ้นบันไดแทนที่จะขึ้นลิฟท์หรือบันไดเลื่อน

3. อย่าเครียด อย่าหมกมุ่นกับตัวเลข หรือรูปร่างมากเกินไป สุขภาพมาก่อนนะคะ

ท้ายที่สุด ถ้าสิ่งที่คุณทำแล้ว ทำแล้วได้ผลดี ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย จิตใจ ก็ทำต่อไปนะคะ แอนไม่ได้เขียนบล็อกนี้ขึ้นมาเพื่อบอกว่าคุณต้องทำแบบนี้ๆ ต้องทำแบบแอนบอก แต่มันอาจจะช่วยเปิดหูเปิดตาให้หลายๆคนที่เจอปัญหานี้อยู่

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

แอน

ติดตามอัพเดทของบล็อกได้ทาง Drop Dead Healthy Facebook Page

Monday, October 22, 2012

Purple Cabbage Salad with Chicken & Peanut Dressing

สวัสดีค่ะ

วันนี้แอนมีสูตรสลัดอร่อยๆมาฝากอีกแล้ว ขออนุญาตเขียนบล็อกนี้เป็นภาษาอังกฤษนะคะ เพราะเพื่อนต่างชาติ และญาติสามีขอมา กูเกิ้ลแปลแล้วมันไปดาวอังคารนู้น

Hi Everyone!!

I have a very yummy salad recipe for you today. I love salad and I eat it everyday because it's super easy to make. You don't need much time to prepare. Most of time, I already cleaned and chopped my green(or red,orange,yellow).I also usually grill 3-4 chicken breasts.So when lunch time comes, all I have to do is piling the food on my plate and eat!!How easy is that;) You have no excuses not to eat healthy :)

This recipe is adapted from this fantastic cook book From Asparagus to Zuchini. A Guide to Cooking Farm-Fresh Seasonal Produce. The original recipe used tahini(sesame paste) in a dressing.I didn't have on hand so I changed it up little bit. If you like peanut dipping sauce or asian flavors, you will love this salad. I have made this  3 days in a row since last week. And I'm making it again this week.



Starting by making salad dressing :
2 tbsp. All Natural Peanut Butter or Almond Butter( Ingredients should contain peanuts or almonds ONLY!! No palm oil or hydrogenated oil.period.)
2 tbsp. Olive oil
1 1/2 tbsp. rice wine vinegar
1 1/2 tbsp. freshly squeezed lime juice ( original recipe called for 3 tbsp. vinegar but I found it's too vinegary for me)
1- 2 tbsp. orange juice
2 tbsp. Raw honey (or more to taste)
1 tbsp. Soy sauce
1 tbsp. Sesame oil
2 tsp. minced garlic
Pinch of chilli pepper flakes.

- Combine all ingredients in a mixing bowl. Then taste to see if you want to add more soy sauce , honey or orange juice. I like mine tangy,sweet,nutty and salty. Let the dressing sit so flavors can blend while you prepare the salad.

For salad :
Purple cabbage, thinly sliced about 2 cups
Organic romain lettuce or napa cabbage, thinly sliced 1 cup
1 organic carrot,grated
Fresh herbs. I used 1 green onion and 1/4 cup chopped cilantro.
 Chicken breasts,cooked and chopped to bite sizes. Mine was 5 oz. grilled chicken breast
 5 roasted almond ( preferably dry roasted, unsalted), chopped
**This is 1 serving for me**



- Put cabbage,romain,carrot and herbs in a big salad bowl. Then top with chicken and chopped almonds. Toss the salad with desired amount of dressing. I used about 3 tbsp. Keep the rest of the dressing in a jar or air-tight container.Keep refrigerated.

The salad looks so pretty and vibrant, doesn't it?? It was delicious with a whole lot of crunch :)  I hope you enjoy this salad as much as I did.

Best,

Ann

Drop Dead Healthy Facebook Page

Friday, October 19, 2012

12-Week Lifting-Week 9 & Week 10- Day 1

สวัสดีค่ะ

ในที่สุด เราก็มาถึงโค้งสุดท้ายแล้วนะคะ เหลืออีกแค่ 4 สัปดาห์เท่านั้น มาถึงตรงนี้ ใครที่ทำๆหยุดๆบ้าง ไม่เป็นไรนะคะ ขอแค่อย่าหยุดไปเลย เริ่มต้นได้ไกลขนาดนี้แล้ว เราต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ใส่เกียร์ถอยหลัง :) ตอนแอนเริ่มออกกำลังกายใหม่ๆหลังจากหยุดไป 1 ปี ก็ยังแอบเสียดายเหมือนกันว่า เอ้อ ไม่น่าหยุดเลยอ่ะ เริ่มมาได้ตั้งไกลแล้ว ตอนนั้นเหมือนเราต้องเริ่มต้นจากศูนย์หมด...ตั้งแต่นั้นมา เลยสัญญากับตัวเองว่า จะไม่หยุดยาว จะทำต่อไปเรื่อยๆเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวัน นี่ก็เข้าปีที่ 3 แล้ว อาจจะมีต้องพักบ้าง ออกนอกแถวไปบ้าง...เพราะชีวิตคนเรามันก็มีอุปสรรคเกิดขึ้นให้ฝ่าฟันเป็นธรรมดา แต่ก็ลุกขึ้นเดินหน้าต่อจากจุดที่หยุดไว้ :) เป็นกำลังใจให้ทุกๆคนค่ะ

มาเข้าเรื่องเวิร์คเอาท์วันนี้ ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ลงประติดประต่อกัน ที่นี่เข้าหน้าฤดูใบไม้ผลิ อากาศเริ่มหนาว ลูกสาวคนโตติดหวัดจากเพื่อนที่โรงเรียนมาแทบอาทิตย์เว้นอาทิตย์ :( แล้วเจ้าน้องชายก็ติดหวัดต่อ ป่วยกันงอมแงมเลยสองพี่น้อง แอนเลยไม่มีเวลาได้ตัดต่อคลิป และอัพบล็อกน่ะค่ะ

 สำหรับสัปดาห์ที่ 9-10 ก็ยังเป็น Split routines เช่นเคย คือแบ่งเทรนกลุ่มกล้ามเนื้อเป็นวันๆไป สร้างความแข็งแรงให้กับจุดอ่อน วันนี้จะเป็น Legs & Shoulders หรือกล้ามเนื้อขาและหัวไหล่ สงสัยมั้ยคะว่า ทำไมถึงเล่นขาก่อนไหล่?? คำตอบก็คือ เวลาเราเทรน ควรจะเทรนกล้ามเนื้อกรุ๊ปที่ใหญ่ก่อน แล้วค่อยเทรนกล้ามเนื้อกรุ๊ปเล็ก แรงจะได้ไม่หมดนั่นเอง :)

คาร์ดิโอวันที่ 1 คือ เดิน 30 นาที ปรับระดับเทรดมิลล์ให้เป็นแบบ Incline ถ้าใครไม่มีเทรดมิลล์ เดินเล่นแถวๆบ้านได้ ไม่ผิดกฎค่ะ :) การทำคาร์ดิโอ แนะนำให้ทำหลังยกเวทเสร็จนะคะ

รายละเอียดของเวิร์คเอาท์ตั้งแต่เริ่มต้น


Week 9 & Week 10
Day 1 : Legs & Shoulders + 30 minutes Incline Walk
Day 2 : Chest & Arms + 20 minutes HIIT
Day 3 : Legs & Glutes + 30 minutes Incline Walk
Day 4 : Back & Shoulders + 20 minutes HIIT
Day 5- Day 7:  Rest!! Enjoy them;)

Legs & Shoulders

1. Overhead Alternating Reverse Lunge 3 sets of 12 reps each legs( 24 reps total)
2. Sumo Squat & Leg Lift 3 sets of 40 reps
3. Elevated Glute Bridge  3 sets of 15 reps
4. Shoulder Press  3 sets of 12 reps
5. In & Out Straight-Arm Shoulder Raise 3 sets of 16 reps
6. Plank Shoulder Tap 3 sets of 50 reps

อุปกรณ์ที่ต้องมี
1. สมุดจด Workout Journal
2. ดัมเบลล์ 5 พาวน์- 10 พาวน์, กระเป๋า sandbag/DIY weight bag, บาร์เบลล์
3. นาฬิกาจับเวลาตอนพัก

คำอธิบาย
แต่ละท่า จะทำทั้งหมด 3 เซ็ท โดย 1 เซ็ท ให้ทำจำนวนครั้งตามที่ท่านั้นระบุไว้ เมื่อทำหมด 1 เซ็ท ให้พัก 60 วินาที จึงเริ่มเซ็ทที่ 2 ทำให้ครบ 3 เซ็ท แล้วจึงเริ่มท่าต่อไป

** วันนี้ แอนลองทำคลิปแบบใหม่นะคะ คืออัดเสียงอธิบายท่านั้นๆ แทนที่จะแยกอธิบายต่างหาก รบกวนคอมเม้นท์ด้วยนะคะว่า แบบไหนเข้าใจง่ายกว่ากัน จะได้นำไปปรับปรุง ขอบคุณค่ะ**



การเลือกเวท เลือกน้ำหนักเวทที่เรายกแล้วรู้สึกว่า 3 ครั้งสุดท้ายรู้สึกยาก ตรงนี้สำคัญนะคะ ถ้าคุณเลือกเวทน้ำหนักเบาไป มันจะไร้ประโยชน์ ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ในทางกลับกัน ถ้าเลือกเวทหนักไป คุณจะทำท่านั้นได้ไม่ถูกต้อง เสี่ยงต่อการเกิดอาการบาดเจ็บ

ทุกท่า หลังต้องตรง กล้ามเนื้อหน้าท้องให้ engaged ตลอดเวลา

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

แอน

ติดตามอัพเดทบล็อกได้ทาง Drop Dead Healthy Facebook Page

Thursday, October 18, 2012

ต้องทานวันละกี่แคลอรี่???

สวัสดีค่ะ

ได้รับคำถามนี้มาเยอะมาก เป็นคำถามยอดฮิต ว่า ควรจะทานวันละกี่แคลอรี่ดี น้ำหนักถึงจะลด หุ่นถึงจะดี

ให้ตอบตามความจริง มันตอบยากนะคะ เพราะร่างกายของแต่ละคนต้องการแคลอรี่ไม่เท่ากัน คนสองคน น้ำหนักเท่ากัน สูงเท่ากัน แต่ร่างกายของทั้งสองคนต้องการแคลอรี่ไม่เท่ากัน อันนี้ขึ้นอยู่กับ อายุ เพศ ระบบการเผาผลาญ กิจกรรมออกกำลังกายที่ทำว่าหนัก/เบาแค่ไหน ฯลฯ แต่มันมีสูตรคำนวณดูได้ว่า คุณควรจะทานวันละกี่แคลอรี่ดี ถึงจะสามารถลดน้ำหนัก หรือ เพิ่มน้ำหนักได้ แบบที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

สูตรคำนวณแคลอรี่

1. หาค่า BMR  โดย น้ำหนัก(กิโลกรัม) x  24
ค่า BMR( Basal Metabolic Rate) คือ ค่าพลังงานที่ร่างกายเราต้องการขณะพัก หรือไม่ได้ทำกิจกรรมใดๆ
 ยกตัวอย่าง น้ำหนักแอน 54 x 24 = 1,296 นี่หมายถึง หากแอนนั่งๆนอนๆอยู่เฉยๆ ไม่ออกกำลังกาย ร่างกายจะเผาผลาญ 1,296 แคลอรี่/วัน นี่คือค่า BMR

2. เมื่อเรารู้ค่า BMR แล้ว ต่อไป เราต้องรู้ว่าร่างกายเรามีระบบเผาผลาญ ระบบย่อยอาหารแบบไหน
Fast Metabolism คือ ระบบเผาผลาญดีมาก ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน 
Medium Metabolism คือ ระบบเผาผลาญธรรมดา ถ้าทานเยอะกว่าปรกติ น้ำหนักก็ขึ้น ทานน้อยกว่าปรกติ น้ำหนักก็จะลดลง
Slow Metabolism คือ ระบบเผาผลาญช้า ทานอะไรนิดอะไรหน่อยก็อ้วน น้ำหนักขึ้นง่าย

Metabolism                    Age

                      20-29   30-39   40-49  50-59
Fast               0.5       0.45      0.4       0.35
Medium        0.4       0.35      0.3       0.25
Slow             0.3       0.25      0.2        0.15

แอนอายุ 31 ระบบ Metabolism เป็นแบบธรรมดา(Medium) ค่าที่ได้ก็คือ 0.35

3. ค่า BMR+(ค่า BMR x ค่า Metabolic rate)

   1,296+(1,296 x 0.35) = 1749.6 ปัดขึ้นเป็น 1750

1,750 คือ จำนวนแคลอรี่ที่แอนต้องทาน/วันเมื่อออกกำลังกาย ถ้าทานเท่านี้ น้ำหนักจะคงที่ ไม่ขึ้น ไม่ลดลง

4. ถ้าคุณต้องการลดไขมันส่วนเกิน และไม่เสียมวลกล้ามเนื้อ แนะนำให้เอาจำนวนแคลอรี่(ผลลัพธ์ที่ได้ในข้อ 3 ) ลบด้วย 200-300 บางคนอาจจะตัด 500
ยกตัวอย่าง ถ้าแอนจะลดไขมัน ก็เอา 1,750 - 200 = 1,550 ในความคิด เราไม่ควรตัดแคลอรี่เยอะเกิน โดยเฉพาะคนที่ออกกำลังกาย ไม่ควรให้แคลอรี่ต่ำกว่า 1,200 แคลอรี่/วัน

เห็นบางคนบอกว่า ทานวันละ 800 แคล -_-" ทานน้อยขนาดนี้ น้ำหนักลดแน่ แต่ว่าคุณจะโทรม เหี่ยว ดูแก่ก่อนวัย กล้ามเนื้อหาย กลายเป็นเป็น skinny fat...อยากมั้ยล่ะคะ??
หากเราค่อยๆลดปริมาณแคลอรี่ลง  น้ำหนักมันจะลดช้าๆอาทิตย์ละ 1-2 พาวน์ ไม่ฮวบฮาบ แต่ว่าจะไม่มีผลโยโย่ ดูไม่โทรมด้วย :)
100-300 แคลอรี่ ที่เราจะตัดได้ ก็เป็นพวกของหวาน ของที่ใช้น้ำมันทอดเยอะๆ(เกี๊ยวทอด ปอเปี๊ย ไก่ทอด หมูกรอบ )  น้ำอัดลม, น้ำหวาน(กาแฟโบราณ ชาโบราณ กาแฟปั่นสตาร์บั๊ค ), น้ำผลไม้, มันฝรั่งทอด, 100 Calorie snack pack, พิซซ่า, อาหารแช่แข็ง, ซีเรียลหวานๆ ฯลฯ พูดง่ายๆก็คือ อาหารที่ผ่านกรรมวิธีเยอะ( overlyprocessed food) หากคนที่ไม่ได้ทานของพวกนี้เยอะ แต่เป็นคนที่ไม่ชอบทานผัก ชอบแต่ข้าว เนื้อสัตว์ ก็ลดข้าวลงในแต่ละมื้อ จากเคยเติมมื้อจากสองจาน(ใครบ้างไม่เคยคะ :) ยิ่งคนไกลบ้านอย่างแอน บางทีได้น้ำพริกแจ่วบองมานะ ข้าวแทบจะหมดหม้อ >.<) ก็ลดลงเหลือ 1/2 ถ้วย-1 ถ้วย แล้วเพิ่มผัก ผลไม้เข้าไปเยอะๆ อ่านความสำคัญของผักและผลไม้ได้ที่บล็อกนี้


400 แคลอรี่ คุณจะเลือกแบบไหน??

5.แต่ถ้าคุณต้องการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ โดยที่ไม่มีไขมันเพิ่มมาเยอะ ให้เอาผลลัพธ์เลขในข้อ 3 บวกด้วย 200-500 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการยกเวทนะคะ บางคนเล่นหนักๆอย่างผู้ชาย ก็บวก 500 ได้ แต่ผู้หญิงส่วนมาก เราไม่ได้เล่นหนักแบบผู้ชาย ก็ไม่ต้องทานเพิ่มเยอะขนาดนั้นได้ แนะนำ 200-300 แคลอรี่ กำลังดี คนที่เล่นเวท ควรทานโปรตีนให้เพียงพอต่อร่างกายเพื่อที่ร่างกายจะได้เอาไปซ่อมแซม และสร้างกล้ามเนื้อได้ สำหรับแอน จะใช้กฏ โปรตีน1กรัม / น้ำหนักตัว1พาวน์

มาถึงตรงนี้ หลายๆคนอาจจะเกิดคำถามในใจว่า จะทานยังงัยดีถึงจะได้แคลอรี่ตามที่ตั้งไว้ ไม่ยากค่ะ แค่เอาผลลัพธ์ที่เราได้(ไม่ว่าจะบวก หรือ ลบ) ตั้งแล้วหารด้วยจำนวนมื้อที่คุณจะทานแต่ละวัน เช่น

หากแอนต้องการลดไขมัน 1,750 -100  = 1,650 ทานวันละ 4 มื้อ(เพราะสะดวกแบบนี้ บางคนอาจจะทาน 6 มื้อ แล้วแต่นะคะ) ก็เอา 1,650/4 =  412.5 หรือ 413 เลข 413 นี่คือแคลอรี่/มื้อ

                    

ตัวอย่างอาหารประมาณ 413 แคลอรี่ ปลา 6 oz น้ำมันมะพร้าว 1/2 ช.ต. ข้าว 3/4 ถ้วย ผัก 1.5 ถ้วย


อาหารแต่ละมื้อ ควรจะเป็นอาหารที่มีคุณภาพ คือโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน
อ่านลิสต์อาหารได้ที่ บล็อกนี้

เราสามารถดูจำนวนแคลอรี่ ปริมาณอาหารได้จากเว็บหรือ apps ต่างๆ เช่น www.myfitnesspal.com
http://www.sparkpeople.com/calorie-counter.asp
http://www.fitday.com/

การทานอาหารแบบนี้ เราต้องมีวินัยในตัวเอง เพราะต้องทานแบบนี้ทุกวัน อาจจะยุ่งยากจุกจิก เพราะจะต้องชั่งน้ำหนักอาหาร  แต่ขอบอกนะคะ มันจะแค่ช่วงแรกๆเท่านั้น พอเราจับทางได้ว่า เราต้องทานแค่นี้นะมื้อนึง เรากะด้วยสายตาได้ ก็ไม่ต้องมานั่งชั่งอาหารมันทุกมื้อแล้ว อีกอย่างที่อยากแนะนำก็คือ เวลาเราไปซื้อกับข้าว กลับมาก็เตรียมชั่งเนื้อสัตว์ที่ซื้อมา แล้วก็หั่นเป็น portions(4 oz.-8 oz.)  ใส่ทัปเปอร์แวร์ไว้ได้ ทำไว้ล่วงหน้าแบบนี้ จะประหยัดเวลาได้เยอะ ถึงเวลาทำอาหาร ก็เอามาปรุงได้เลย เราจะได้ไม่ต้องมาชั่งทุกๆมื้อให้ปวดหัว

การมีสุขภาพที่ดี หุ่นที่ดี มันง่าย แต่เราต้องลงทุน ลงทุนศึกษาหาข้อมูลเยอะๆ ลงทุนหาเวลาให้กับตัวเองออกกำลังกาย หลายๆคนที่เพิ่งเริ่มอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะถอดใจ แต่คุณจะเลือกไปทางไหน?? ทำสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ แล้วก็บ่นว่าทำไมยังอ้วน น้ำหนักไม่ลด หรือ เลือกที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น สิ่งดีๆมันไม่ได้ได้มาง่ายๆ แต่คุณทำได้อยู่แล้วถ้าคุณตั้งใจจริง หากคุณชนะใจตัวเองได้ คุณก็จะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

แอน

ติดตามอัพเดทของบล็อกได้ทางDrop Dead Healthy Facebook Page