Pages

Sunday, October 27, 2013

รวมสูตรโปรตีนเชค สมูทตี้ อร่อยๆ

สวัสดีค่ะ

สัญญาไว้ตั้งแต่ตอนที่โพสบทความเรื่องกฏโอเวอร์โหลดว่า ถ้าแฟนเพจครบ 4,000 คนเมื่อไหร่ จะแปะโพสรวมสูตรโปรตีนเชค...นี่ก็ล่วงเลยมาแฟนเพจจะครบ 5,000 เร็วๆนี้ >_<  แอนพยายามนั่งเขียนวันละนิดละหน่อย นึกสูตรไหนได้ที่เคยทำก็มานั่งพิมพ์ มันเลยช้าไปหลายยหน่อย

ถ้าคนที่ติดตามเพจแอนมานานพอควร ก็จะรู้ว่าหลักการกินแอนนั้นมักจะเน้นไปที่อาหารหลักๆ หนักๆ หรืออีกนัยนึงก็คือ ถ้าผ่านไป 7 วัน 7 คืนแล้วยังสภาพเดิม ก็อย่ากิน(บ่อย)

แต่กระนั้น กฏมันก็มีไว้แหก เอ้อ ไม่ใช่ แอนหมายถึง ทุกอย่างมันก็มีข้อยกเว้น เช่น โปรตีนเชค จะว่าไป มันก็คือ processed food น่ะแหละ แต่ว่าถ้าเราเลือกยี่ห้อที่ใช้ของคุณภาพ ดีๆ ไม่ใส่ fillers ข้อดีของการใช้โปรตีนพาวเดอร์มันก็มี

1. ถ้าคุณกินโปรตีนไม่ค่อยถึงในแต่ละวัน


2. ถ้าคุณเป็นพวกมังสวิรัติ หรือ วีแกน ซึ่งเป็นพวกที่ไม่ทานเนื้อสัตว์

3. ถ้าคุณไม่มีเวลามาก อยู่ในช่วงรีบเร่ง ยุ่งมากกกไม่มีเวลาจัดเตรียมอาหาร ให้มีอะไรตกถึงท้อง ก็ยังดีกว่าข้ามมื้อไปเลย(ไม่สนับการอดอาหาร)
4. ถ้าปริมาณแคลอรี่ที่คุณต้องทานในแต่ละวันนั้นมีปริมาณสูง เช่นพวกนักกล้าม นักเพาะกาย การที่ต้องกิน 3,500+ แคล จากอาหารปรกติ มันเป็นไปได้ยาก ดังนั้นสูตรพวกโปรตีนเชค เราสามารถเพิ่มกรดไขมันที่ดี เช่น เนยถั่ว,กะทิ,อโวคาโด้ ลงไปช่วยเพิ่มปริมาณแคลอรี่ได้
- เผื่อบางที มีอาการอยากกินขนม ของหวานๆขึ้นมา
 
- บางเวลาที่ไม่ค่อยจะกินอาหารหนักๆได้ เช่น มื้อแรกหลังตื่นนอน,ก่อนออกกำลังกาย ,หลังออกกำลังกาย เป็นต้น

*ในสูตรต่อไปนี้ ปริมาณโปรตีน 1 สกู๊ปในแต่ละสูตร จะเท่ากับน้ำหนัก 30 กรัม และมีโปรตีนในแต่ละสกู๊ป 24-26 กรัม ดังนั้น เช็คฉลากโปรตีนที่คุณมีด้วยนะคะว่า 1 serving มีกี่สกู๊ป และ ให้ปริมาณโปรตีนเท่าไหร่ เพราะบางยี่ห้อ 1 สกู๊ปมีโปรตีนแค่ 13-15 กรัมเท่านั้นเอง

** ปริมาณน้ำตาลในแต่ละสูตร แอนไม่ได้ใส่ให้นะ เพราะน้ำตาลที่ได้มาจาก 2 แหล่งคือ โปรตีนพาวน์เดอร์ มีสกู๊ปละ 2 กรัม นอกเหนือจากนั้นมาจากผลไม้ค่ะ

***จะเพิ่ม หรือลด สูตร ได้ตามใจชอบเลยค่ะ แอนใส่ macros ในแต่ละสูตรมาให้ด้วย ^^

Enjoy!!

1 บานาน่า ช็อคโกแลต พีนัตบัตเตอร์
 
 
1 scoop chocolate protein powder
1 ถ้วย almond milk
1 ช้อนโต๊ะ เนยถั่ว
 กล้วยหอม 1 ลูก(หั่นเป็นชิ้น แช่แข็ง)

Calories:  370
Pro: 28.5 grams Carbs: 28 grams Fat: 10.5 grams Fiber: 6 grams

2. บานาน่า ม็อคค่า

1 scoop chocolate protein powder
1/2 ถ้วย กาแฟชงแช่เย็น
1/2 ถ้วย นมอัลมอนด์
1 ช้อนโต๊ะ วิปปิ้งครีม
กล้วยหอม 1 ลูก หั่นเป็นชิ้นแล้วแช่แข็ง
ถ้าปั่นแล้วข้นเกิน ใส่น้ำเปล่าลงไปได้ค่ะ

Calories : 289

Pro: 24 grams Carbs: 28 grams Fat: 8 grams Fibers : 3 grams

3 Pina Colada ดื่มแล้วไม่เมานะคะ :)



1 scoops vanilla low carb protein powder
3 ช้อนโต๊ะ กะทิ(สดหรือกระป๋อง)
¾ ถ้วย สับปะรดหั่นชิ้น
น้ำเปล่า 1 แก้ว
น้ำแข็ง

Calories: 225
Pro: 25 grams Carbs: 11 grams Fat: 7grams Fiber: 1.5 grams

4 มินท์ช็อกโกแลต




2 scoops vanilla protein powder
ชารสมิ้นท์แช่เย็น 1 ถ้วย
วิปครีม 1 ช้อนโต๊ะ
ผงชาเขียว 1 ช้อนชา
1 ช้อนโต๊ะ ผงโกโก้ powder
น้ำแข็ง

*ชงชา โดยใช้ ชารสมิ้นท์ 2 ซอง ชงกับน้ำร้อน 1 ถ้วย แล้วนำไปแช่เย็น
Calories: 312 
Pro: 49 grams Carbs: 7 grams Fat: 8.6 grams Fiber: 2 grams


5 Very Berry Protein Shake


2 scoops vanilla protein powder
นมอัลมอนด์ 1 ถ้วย
ราสเบอร์รี่ หรือเบอร์รี่รวม 1 ถ้วย แอนใช้แบบแช่แข็ง
น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย เผื่อมันข้นเกินไปค่ะ

Calories: 360 
Pro: 50 grams Carbs: 21 grams Fat: 6 grams Fiber: 7 grams

6 Peach and Cream



1 scoop vanilla protein powder
นมอัลมอนด์ 1 ถ้วย
วิปครีม 1 ช้อนโต๊ะ
ลูกพีชสุก 1 ลูก
น้ำแข็ง

Calories : 271
Pro : 24 grams Carbs : 21.8 grams Fat : 9.6 grams Fiber : 3.3 grams


7 Apple pie Protein Shake

เหมาะกับช่วงหน้าฤดูใบไม้ร่วงมากเลย :)
เครดิตภาพจาก foodgawker.com


2 scoops vanilla protein powder
3/4 ถ้วย นมอัลมอนด์
แอ็ปเปิ้ล 1 ลูก ไม่ปอกเปลือก
น้ำแข็ง

อบเชยป่น 1 เหยาะ

Calories: 340   

Pro: 49 grams Carbs: 19 grams Fat: 5 grams Fiber: 2 grams


8 Blueberry Muffin Protein Shake

 

2 scoops  vanilla protein powder
นมอัลมอนด์ 1 ถ้วย
blueberries แช่แข็ง 1/2 ถ้วย
โอ๊ตมีล 1/4 ถ้วย 
วนิลา 1 ช้อนชา

น้ำเปล่า ไว้เผื่อเชคมันข้นไปนิด

Calories: 415
Pro: 51.7 grams Carbs: 35 grams Fat: 7 grams Fiber: 4 grams



9 Orange Creamsicle Protein Shake โปรตีนเชคไอติมรสส้ม



1 scoop vanilla protein powder
นมอัลมอนด์ 1 ถ้วย
ส้มหั่นชิ้น แช่แข็ง 1 ลูก
วิปปิ้งครีม 1 ช้อนโต๊ะ
วนิลา 1 ช้อนชา

Calories: 399 
Pro: 50 grams Carbs: 24 grams Fat: 10.6 grams Fiber: 1 grams
 


10 Exotic Protein Shake

ตั้งชื่อหรูๆไปงั้นๆแหละคะ :D

1  scoops vanilla protein powder
นมอัลมอนด์ 1 ถ้วย
กะทิ 1 ช้อนโต๊ะ 
สับปะรดหั่นชิ้น 1/2 ถ้วย
มะม่วงแช่แข็ง 1/4 ถ้วย
กล้วยหอมแช่แข็ง 1/2 ลูก
น้ำเปล่า เผื่อมันข้นไป
น้ำแข็ง


Calories: 362
Pro: 27 grams Carbs: 45.8 grams Fat: 8 grams Fiber: 6 grams

11 Chocolate covered Cherry




1 scoop chocolate protein powder
เชอร์รี่แบบ dark sherry แช่แข็ง 1 ถ้วย
นมอัลมอนด์ 1 ถ้วย
Almond extract 1 ช้อนชา

Calories: 260
Pro : 26 grams Carbs: 27 Fat: 4 Fiber: 4 grams

12 Almond Joy

เป็นขนมช็อกโกแล็ตที่นี่ ที่แอนชอบมากกก มะพร้าวหวานเจี๊ยบ(ประมาณมะพร้าวแก้วบ้านเราเลยค่ะ) มีถั่วอัลมอนด์แปะ แล้วก็ชุบช็อคโกแลต อร่อยโฮกกก กินได้หลายบาร์มาก
มาทำเป็นโปรตีนเชคซะเลย

นมอัลมอนด์ 1 ถ้วย
2 scoops chocolate protein powder 
ถั่วอัลมอนด์อบแบบจืด 10 เม็ด
ผงโกโก้ 1 ช้อนชา
มะพร้าวแบบจืด 2 ช้อนโต๊ะ 

Calories: 420
Pro: 52 grams Carbs: 16.4 grams Fat: 16.1  grams Fiber: 2.4 grams


หมดแล้วค่ะ เป็นไอเดียใหม่ๆสำหรับโปรตีนเชคนะ พวกผลไม้ เปลี่ยนได้ตามชอบเลยนะ จะใส่อโวคาโด้ลงไปด้วยเพื่อเพิ่มความมันแทนครีมก็ได้ค่ะ ถ้าใครไม่ชอบใส่ครีม ใครลองทำตามแล้ว อร่อยหรือไม่ มาบอกกันได้นะคะ หรือถ้าใครมีสูตรเจ๋งๆ อร่อยๆ มาแชร์กันได้ค่ะ แอนจะโพสเพิ่มลงไป

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

แอน

ติดตามอัพเดทของบล็อกได้ทาง DropDead Healthy Facebook



Wednesday, October 2, 2013

กฏโอเวอร์โหลด Progressive Overload ภาค 2

สวัสดีคะ

แอนดองไว้นานมากเลยอ่ะภาคนี้ เค็มได้ที่แล้ว >_< ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ให้รอกันนาน ช่วงที่ผ่านมา ลูกๆป่วยติดๆกัน หน้านี้หน้าหวัดจริงๆ ยังงัยชาวเพจ ชาวบล็อก รักษาสุขภาพ ด้วยนะคะ การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ

หากใครพลาดตอนที่ 1 ไปอ่านด่วนค่ะ ห้ามข้ามเด็ดขาด กฏโอเวอร์โหลด ตอนที่ 1

มาต่อกันค่ะ

6. สำหรับคนที่ยกเวทมาจนเจนสังเวียน การวางแผนตาราง จะต้องอาศัยกลยุทธ และ ยุทธวิธี มากกว่า คนที่เริ่มต้นยกเวท

อันนี้แน่นอนค่ะ สำหรับคนเริ่มต้น ไม่ว่าคุณจะยกเวทแบบไหน ใช้โปรแกรมอะไร ไม่ว่าจะเป็น P90X,Insanity เหล่านี้ คุณย่อมเห็นผลลัพธ์ 100% ถ้าหากคุณสม่ำเสมอกับโปรแกรม

แต่เมื่อผ่านไป 2-3 ปี ตอนนี้คุณไม่เป็นเบบี๋แล้วนะ ถ้าเทรนอย่างถูกต้อง คุณจะจัดได้ว่าเป็นขั้น intermediate ถึง advance lifters ตอนนี้หากคุณจะใช้ตารางเวทแบบตอนคุณเริ่มต้น มันจะไม่ให้ผลอย่างแน่นอน ถ้าหากคุณต้องการเพิ่มพัฒนาการ ทั้งเรื่องความแข็งแรง,รูปร่าง คุณจะต้องปรับตารางเวทให้ดี ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยน หมุนเวียนท่าที่ใช้,ใช้วิธียกแบบ pyramid เพิ่มน้ำหนักไปเรื่อยๆ ,ใช้น้ำหนักลดลง 30% แต่เพิ่มจำนวนครั้งที่ยกเป็นแบบจำนวนครั้งสูงๆ 20-50 ครั้ง โฟกัสกล้ามเนื้อนั้นๆให้ดี เป็นต้น  เหมือนกับที่เขียนไปข้อแรกๆว่า ในอนาคต คุณจะไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักได้ 5 พาวน์ 10 พาวน์ ทุกๆอาทิตย์เหมือนช่วง 6 เดือนแรก มันจะยากขึ้น แม้กระทั่ง ทำให้ได้มากแค่ 1 ครั้งจากอาทิตย์ก่อน ยังยากเลยค่ะ

สาวๆเหล่านี้กว่าจะได้กล้ามเนื้อแบบนี้ รูปร่างแบบนี้ใช้เวลาในการเทรนกันหลายปี
บางคนเวทกันมาเป็นสิบๆปี
และแน่นอน ตารางเวทของนาง มันไม่เหมือนกับปีแรกๆ


7. กฏโอเวอร์โหลด จะยากขึ้นเมื่อคุณเริ่มทำการรีดน้ำหนักส่วนเกิน

ยกเว้น คุณเป็นบิกินเนอร์(เห็นมั้ย คนเริ่มต้นนี่ อะไรก็ดีไปหมด )
เวลาเราทำการรีดน้ำหนัก หรือไขมันส่วนเกิน กฏการทำก็คือ การทานแคลอรี่ให้น้อยกว่าเดิม หรือ calorie deficit เมื่อทานน้อยลง แน่นอนว่า แรงมันก็จะหดหายไปเป็นธรรมดา ดังนั้นมันยากน่ะค่ะ ถ้าหากเราทานน้อยลง และต้องการเทรนเพิ่มความแข็งแรง แต่วิธีที่เราสามารถทำได้ก็คือ ให้ maintain strength ไว้ หรือ ไม่ต้องเพิ่มน้ำหนัก/จำนวนครั้ง แต่ให้ใช้น้ำหนักเท่าเดิม และไปทำพวกบอดี้เวทให้มากขึ้น...แต่จะว่าไปมันก็ถือเป็น progressive overload นะ เพราะ แม้เราจะไม่ได้เพิ่มน้ำหนักที่ยก แต่เราไปฝึกท่าพวกบอดี้เวทมากขึ้นนั่นเอง....อย่างง ล่ะค่ะ :)

ท่าบอดี้เวทที่เราจะได้ประโยชน์ในช่วงที่น้ำหนักเราลดก็คือ พวกดันพื้น,ชินอัพ,invert-rows เป็นต้น ทั้งนี้เพราะ น้ำหนักเราน้อยลง ตัวเบาลง มันก็จะง่ายสำหรับการที่เราจะดึงหรือดันตัวขึ้นนั่นเอง :) ความอึดเราจะมากขึ้น ดันพื้นได้มากครั้งขึ้น



ท่าพวก Squat, Bench นี่ เวลาน้ำหนักลด ความแข็งแรงมักจะลดตามไปด้วย แต่ที่ยังเมนเทนได้ ก็จะเป็น Deadlifts นะ

8. กฏโอเวอร์โหลดนั้น เราบังคับไม่ได้ ร่างกายเรามีกลไกของมันเอง

อันนี้เจอมากับตัวเลยค่ะ บางทีคิดว่าทำถูกแล้วนะ ทั้งเรื่องอาหาร,เวท และ การพักผ่อน แต่สองสามอาทิตย์ น้ำหนักที่ใช้ มันไม่เพิ่มขึ้นเลยซะงั้น ติดแหง็ก

แต่บางครั้ง กินก็ไม่ได้ตามที่วางแผนไว้, เวทได้น้อยในอาทิตย์นั้น, นอนหลับไม่พอ...ทำมันตรงกันข้ามกับด้านบน ที่ไหนได้ ดันเพิ่มน้ำหนักได้อย่างงงกับตัวเอง เช่น 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาท่า Barbell Hip Thrusts น้ำหนักแอนไปติดอยู่ที่ 125 พาวน์ ไม่เขยื้อนเลย ทั้งๆที่กินก็ไม่ได้อด พักเพียงพอ...พออาทิตย์นี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ตอนเริ่มต้นเวท ทำใจไว้ล่ะค่ะว่า น้ำหนักมันคงไม่เพิ่มแน่นอน เพราะนอนไม่พอ กินไม่เป็นเวลา ต้องเฝ้าไข้ลูกๆทั้งสองคน แต่ที่ไหนได้ แอนทำ PR's หรือ Personal Record ได้ จาก 125 พาวน์ 6 ครั้ง เพิ่มเป็น 155 พาวน์ 6 ครั้ง ทั้ง 3 เซ็ท !!! ทั้งงง ทั้งดีใจในตัวเอง ทำได้งัยฟระ

155 พาวน์นี่หนักกว่าตัวเองอีกนะ แอนหนัก 125 พาวน์ค่ะ



อีกท่านึงที่เพิ่มน้ำหนักได้คือ Barbell back squat คะ ติดที่ 95 พาวน์มา 3 สัปดาห์ อาทิตย์นี้ เพิ่มน้ำหนักได้เป็น 115 พาวน์ 5 ครั้ง 3 เซ็ท แถมลงได้ต่ำเท่า pararell แล้ว


คำอธิบายทางด้านวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีนะ อาจจะเพราะร่างกายคนเรามันซับซ้อนยิ่งนัก มีกลไกของตัวมันเองน่ะค่ะ แต่เราเองก็ไม่ควรได้ใจเป็นกระดี่ได้น้ำ แหม ไม่เห็นต้องคุมเรื่องอาหารเลยนี่ ไปปาร์ตี้ให้หนำใจดีกว่า,บุฟเฟ่ห์ญี่ปุ่นเลยอาทิตย์นี้ ฉลองๆ...แล้วเราเองน่ะแหละคะที่จะติดลม ฉลองเพลิ้น...มารู้ตัวอีกที หลุดไปไกลเลย ต้องเรียกกู่กลับมาใหม่อีก

9. กฏโอเวอร์โหลด ไม่ควรมาก่อนท่าและเทคนิคที่ถูกต้อง

ย้ำกันอีกทีคะ อย่ามัวแต่ให้ความสำคัญกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น,จำนวนครั้งที่มากขึ้น,ความยากของท่าที่มีมากขึ้น แต่ลืมเบสิคพื้นฐาน คือ ความถูกต้องของท่า เคยเปิดๆหาดูในยูทูป เห็นบางคน ใช้น้ำหนักสคว็อทเยอะมากกก แต่ว่าหลังโค้ง จังหวะดันบาร์ขึ้น เข่างอเข้าหากันเยอะ ดูแล้วหวาดเสียว กลัวเข่าพังมาก...อันนี้เพียงเพราะเจ้าตัวต้องการเซ็ทสถิติให้กับตัวเอง(เป็นของเพื่อนฝรั่งที่คุยกับในกลุ่มออกกำลังกายค่ะ)


การใช้กฏโอเวอร์โหลด จะได้ผลกับร่างกายก็ต่อเมื่อ เราเล่นถูกจุด ถูกกล้ามเนื้อ ทำอย่างเต็ม ROM หรือ Full Range of motion กล้ามเนื้อจะเกิดการพัฒนา แข็งแรงมากขึ้น และนำมาสู่การที่เราสามารถยกน้ำหนักเพิ่มได้...ไม่ใช่เพราะใช้แรงเหวี่ยงจากตัว ดีไม่ดี จะได้รับบาดเจ็บก่อนที่จะเซ็ตสถิติน่ะค่ะ




มาถึงตอนนี้ หลายคนคงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า ถ้าหากเราต้องการเพิ่มความแข็งแรง ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้น เราก็ต้องกินมากขึ้น พอกินเยอะขึ้น น้ำหนักตัวก็เพิ่ม เข้าใจถูกมั้ย??
จริงอยู่ที่ว่าเมื่อเราใช้งานมากขึ้น ยกเวทหนักขึ้น ร่างกายย่อมต้องการปริมาณแคลอรีมากขึ้น ความรู้สึกที่ว่า เล่นเวทหนักๆ หิวตลอด คือ ถ้าหิวเราก็กินได้ แต่อย่ากินแบบไม่ลืมหูลืมตา เพิ่มแคลอรี่เยอะเกินไป อันนี้น้ำหนักจะเพิ่มแน่ๆ

แต่ไม่จำเป็นค่ะ

ถ้า ณ. ตอนนี้ คุณพอใจที่น้ำหนักของคุณ ก็ไม่ต้องกินเพิ่ม ให้กินปริมาณแคลอรี่ที่เมนเทน และซัพพอร์ตกับกิจกรรมที่คุณทำ ตอนนี้แอนน้ำหนักคงที่มาได้ 2 เดือนแล้วคะ แต่อย่างที่เห็นด้านบน เพิ่มน้ำหนักบนบาร์ได้ แต่น้ำหนักบนตาชั่งยังเท่าเดิม

หรืออย่าง Kellie Davis คุณแม่ลูกสอง นางหนักแค่ 135 พาวน์เท่านั้น ตัวเล็กนะคะ แต่ท่า Hip Thrusts ก้นนางแข็งแรงเสริมเหล็กมากกก ยกได้ 365 พาวน์ โอว มาย บุดดา !!!




หมดแล้วค่ะสำหรับเรื่องกฏโอเวอร์โหลด ทีนี้มาดูตัวอย่างตารางบ้าง จะยกตัวอย่างที่มาจากหนังสือออกกำลังกายที่แอนใช้อยู่นะ สำหรับคนเริ่มต้นยกเวทค่ะ เปรียบเทียบกัน 2 เดือน คือ เดือนแรก และ เดือนที่ 2 วันที่ 1 ของตาราง

เดือนแรก(สัปดาห์ที่ 1-4) วันที่ 1

Bodyweight Glute Bridge 3x10-20 reps
One-Arm Dummbell Row 3 x 8-12 reps
Bodyweight Box Squat 3x10-20 reps
Dumbbell Bench Press 3x8-12 reps
Dumbbell Romanian Deadlifts 3x10-20
Plank 1x20-120 วิ
Side Plank from knees (ทำจากเข่า) 1x20-60 วิ/ข้าง

เดือนที่ 2(สัปดาห์ที่ 5-8) วันที่ 1

Bodyweight Hip Thrusts 3x10-20
Standing Single-Arm Cable Row 3x8-12
Bodyweight Step-Up 3x10-20
Barbell Bench Press 3x8-12
Barbell Romanian Deadlifts 3x10-20
Feet Elevated Plank 1x20-60 วิ
Side Plank 1x20-60 วิ/ข้าง


จะเห็นได้ก็คือ เข้าเดือนที่ 2 มีการปรับท่าให้ยากมากขึ้น เพิ่มความหลากหลายของท่าจาก

-Glute bridge ก็เป็น Hip Thrusts แทน(  Hip thrusts ROM มากกว่า Glute bridge เพราะส่วนด้านบน คือ ไหล่ จะพาดกับม้านั่ง)
- Single-Arm Row เป็น Standing cable row ใช้กล้ามเนื้อกลางลำตัว core muscles เข้ามาช่วยในการทรงตัวในขณะที่ยืน
- Bodyweight Box Squat จะง่ายที่สุดหรับคนเริ่มต้นฝึกเวท เพราะจะช่วยสอนให้คุณรู้จักการ sit back หย่อนก้นไปด้านหลัง และเป็นมิตรกับคนที่มีปัญหาหัวเข่า เมื่อคุณแข็งแรงมากขึ้น การทำ Step up จะยากมากกว่า Box squats เพราะ ใช้ขาข้างเดียว คุณต้องรู้จักทรงตัวให้ดี และใช้แรงดันจากขาข้างที่ยืนบนม้านั่ง โดยที่ไม่โน้มตัวด้านหน้าเกินไป
- Dumbbell Romanian จะง่ายกว่า แบบ Barbell สำหรับคนเริ่มต้น
- Plank เดือนที่ 2 เอาเท้าวางพาดบนเก้าอี้ ยากกว่า Plank แบบธรรมดา และเช่นเดียวกันกับ Side Plank แบบทำจากเข่าจะง่ายกว่าแบบธรรมดา

หวังว่าบล็อกโพสเรื่องกฏโอเวอร์โหลดนี้จะช่วยตอบคำถามเรื่องการวางแผนการออกกำลังกายได้นะคะ

แอน

ติดตามอัพเดทของเพจได้ทางเฟซบุ๊ค Drop Dead Healthy Facebook

อ้างอิง

Sculpting Her Body Perfect by Brad Schoenfeld

Strong Curves: A Woman's Guide to Building a Better Butt and Body by Bret Contreras & Kellie Davis

Progressive Overload Principle

 

101 Training Program Design

Monday, September 23, 2013

Double Chocolate Banana Granola Bars กราโนล่าบาร์นุ่มๆ กล้วยหอมช็อกโกแลต

สวัสดีคะ

มีของว่างมาคั่นโพสเรื่อง Progressive Overload ที่ยังไม่จบซะที แฮ่ๆ ...จริงๆให้โอกาสคนที่เพิ่งเข้ามาที่บล็อก จะได้ตามอ่านให้หมดก่อน เดี๋ยวแอนมาโพสต่อคะ

จริงๆสแน็คอันนี้ ได้ไอเดียมากจาก กราโนลาช็อกโกแลตมะพร้าวที่ทำไปก่อนหน้านี้แหละค่ะ

แอนอยากหาสูตรกราโนลาบาร์ที่ทำออกมาแล้ว มันนุ่มๆเหมือนเค้กหน่อย ไม่ chewy เคี้ยวเหนียวติดฟันเหมือนกราโนลาที่ซื้อตามซุปเปอร์ทั่วไป เอาสูตรชาวบ้านเค้ามาทดลอง สรุปออกมาลงตัวที่สูตรนี้ค่ะ

ทำได้ 2 รสนะ ทั้งดับเบิ้ลช็อกโกแลต แล้วก็แบบธรรมดา หรือรสกล้วยหอมช็อคชิพนั่นเองคะ
แบบ ดับเบิ้ลช็อก
แบบรสกล้วยหอมช็อคชิพ

 
เหมือนร้านขายขนมเลยมั้ยนี่ มีรสให้เลือก 55


ส่วนประกอบของแห้ง

โอ๊ตมีลแบบ Old-fashion  1 1/2  ถ้วย
Wholewheat flour แป้งโฮลวีท 1 ถ้วย
ถั่วอัลมอนด์สับหยาบ(หรือถั่วอื่นๆ) 1/2 ถ้วย
มะพร้าวสำหรับทำขนมแบบจืด unsweetened coconut flakes 1/2 ถ้วย
ช็อคโกแลตชิพ แบบ semi-sweet 1/3 ถ้วย
ผงอบเชย 1/2 ช้อนชา
เวย์โปรตีนรสวนิลา 2 สกู๊ป(ไม่มีก็ไม่ต้องใส่ค่ะ)

ส่วนประกอบของเปียก

กล้วยหอม 3-4 ใบ บดให้ละเอียด(เอาใส่ชามแล้วใช้ส้อมบี้ๆก็ได้แล้วง่ายมาก)
ไข่ไก่ 1 ฟอง
น้ำมันมะพร้าว 1/4 ถ้วย
น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ
vanilla extract 1 ช้อนชา
ผงโกโก้ 3 ช้อนโต๊ะ(สำหรับรสดับเบิ้ลช็อคนะคะ)

วิธีทำ

วอร์มเตาอบไว้ที่ 350 F เอากระดาษพาร์ชเม้นตัดให้เท่ากับขนาดก้นถาด 9"x13" รองถาดไว้ เอาน้ำมันมะพร้าวทาที่กระดาษบางๆ

เตรียมของแห้งก่อนนะคะ เอาของแห้งใส่ชามผสมใบโตๆไว้ และคนให้เข้ากัน




ตอกไข่ลงในชามอ่างผสมที่มีกล้วยหอมบดละเอียด ใส่วนิลา คนให้เข้ากัน



เอา น้ำมันมะพร้าว ใส่หม้อขนาดเล็ก ตั้งไฟอ่อนกลาง ใส่น้ำผึ้งลงไป คนให้ละลายเข้ากันดี ถ้าจะทำรส double chocolate เอาผงโกโก้ใส่ลงตอนนี้เลย คนให้ผงโกโก้ละลายเข้ากับน้ำมันมะพร้าว ไม่จับเป็นก้อน

เทส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าวลงในชามอ่างผสมกล้วยหอม คนให้เข้ากัน

เทส่วนผสมของเปียกลงบนส่วนผสมของแห้ง ใช้พายยางคนให้เข้ากัน ส่วนผสมมันจะเหนียวๆหน่อยคะ ประมาณกวนกระยาสารทเลย



เมื่อผสมเข้ากันดีแล้ว เทลงบนถาดที่ปูกระดาษพาร์ชเม้นไว้ เอาพายยางกดๆให้มันเท่ากัน จะได้สุกทั่วกันดี


โรยหน้าด้วยมะพร้าวก็ได้คะ ถ้าชอบมะพร้าวแบบแอน :)



อบประมาณ 20-25 นาที จนสุก ยกออกมาตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วปล่อยให้เย็น ค่อยเก็บใส่ภาชนะมีฝาปิด ใส่ตู้เย็นนะ จะได้ไม่บูด



แอนลืมถ่ายตอนทำเสร็จคะ มีแต่รูปอันที่ทำรส ดับเบิ้ลช็อค เด็กๆที่บ้าน กับคุณสามี ให้คะแนนเต็มสิบค่ะ อร่อยหอม มัน ไม่หวานมาก เหมาะสำหรับเป็นอาหารว่าง,อาหารเช้ามื้อเร่งรีบ(ดีกว่าไปกินโดนัทอีกนา) หรือช่วงวันนั้นของเดือนของคุณผู้หญิง ที่มักอยากของหวานๆ ถ้าไม่อยากเจอ calorie bomb ทำโปรตีนบาร์อันนี้ไว้รับหน้าได้เลยคะ


เดี๋ยวโพสหน้า แอนจะลงสูตรโปรตีนเชคที่เคยทำๆไว้นะคะ รวมเล่ม ถือว่าฉลองแฟนเพจครบเกือบ 4 พัน :) อย่าลืมติดตามกันคะ

แอน



Monday, September 9, 2013

กฏโอเวอร์โหลด Progressive Overload หลักการที่คนเล่นเวททุกคนควรรู้

สวัสดีคะชาวเพจ :)

บล็อกโพสนี้เป็นบล็อกโพสเกี่ยวกับกฏ Progressive overload ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการฝึกเวทที่ทุกคนควรรู้ ศึกษาให้เข้าใจ :) อย่าเพิ่งเบื่อกันคะ ช่วงหลังๆแอนมีแต่โพสเรื่องเนื้อหาสาระ....เดี๋ยวหลังจากโพสนี้หมด จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆเบาสมองบ้าง


เคยสังเกตกันมั้ย บางคนออกกำลังกาย เข้ายิมมาเป็นปี แต่ทำไมรูปร่างเค้าเหล่านั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง?? ก็เพราะเค้าเหล่านั้นใช้โปรแกรมออกกำลังกายเดิมๆ เทรนอย่างไม่ถูกต้อง ยกน้ำหนักเดิมๆ ไม่มีการทำกฏโอเวอร์โหลด


แต่หากคุณฝึกเวทอย่างถูกต้อง,ดูแลเรื่องอาหาร,มีใช้กฏโอเวอร์โหลดเข้ามาในการฝึก คุณก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลง...แบบนี้
       

 

คนที่เริ่มต้นยกเวทใหม่ๆอาจสงสัยว่า กฏนี้คืออะไร บางคนอาจไม่เคยได้ยินเลยด้วยซ้ำ ง่ายๆคะ กฏโอเวอร์โหลดคือ การบังคับให้กล้ามเนื้อทำงาน มากกว่าปกติที่เคยทำมาก่อน ทำอย่างก้าวหน้า เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ เช่นคุณสามารถเพิ่มน้ำหนักเวทที่ยกได้ 5-10 พาวน์,เพิ่มจำนวนครั้งในท่านั้นๆได้ 1-2 ครั้งเมื่อเทียบจากอาทิตย์ก่อน,เพิ่มความยากของท่า,เพิ่มความเข้มข้นของการฝึก เป็นต้น

                             

ข้อมูลเรื่องการทำ progressive overload นั้น หากคุณค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ น้อยที่เจอว่า โปรแกรมบอกให้คุณทำแบบนี้เป๊ะๆ เช่น " อาทิตย์หน้า ให้คุณยกน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก 10 พาวน์" หรือ " ให้เพิ่มจำนวนครั้งที่ทำในท่านี้ 1-2 ครั้ง โดยที่ใช้น้ำหนัก เดิม" เพราะเรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่แต่ตัวบุคคลนั้นๆ สมรรถภาพ ความสามารถ ความแข็งแรงแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นกฏคร่าวๆที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ ปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุดในการฝึกยกเวทของคุณค่ะ

กฏของการทำ Progressive Overload


1. Progressive Overload starts with whatever you can do with perfect technical form กฏโอเวอร์โหลด เริ่มต้นจาก การทำท่านั้นๆอย่างถูกต้อง

ฟอร์มที่ถูกต้องนั้น ควรมาก่อน การเพิ่มน้ำหนัก หรือเพิ่มความท่าให้ยากขึ้น !! ถ้าคุณไม่รู้หลักการในการทำท่านั้นๆ คุณจะไม่สามารถพัฒนาเพิ่มน้ำหนัก เพิ่มความยากของท่าได้ ผลคือ เล่นไม่โดนจุด ไม่โดนกล้ามเนื้อ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ดีไม่ดี เสี่ยงต่อการบาดเจ็บด้วย


A No-No Deadlifts!!
 
ยกตัวอย่าง คุณเริ่มต้นยกเวท เล่นเอง ศึกษาเองจากยูทูป หรือหนังสือ คุณเห็นคนในคลิปเล่นน้ำหนักท่า Deadlift ใช้ 185 พาวน์ ยกได้เป็น 10 ครั้ง คุณคิดว่า แหม ก็ตัวเท่าๆกับเรานิ เราก็น่าจะทำได้เหมือนกัน จะไปยากอาราย คุณปรี่ไปโหลดเวทเพลทใส่บาร์เบลเอาแค่ครึ่งนึงน้ำหนักเค้าละกัน 80 พาวน์ (หรือราวๆ 38 กิโล) ...พอคุณเริ่มต้นดึงบาร์ขึ้นเท่านั้นแหละ ตายห่าน ลืมง่ะ ต้องจัดท่ายังงัย แทนที่จะให้อกเชิด ไหล่ไม่งอไปด้านหน้า ยกโดยใช้กล้ามเนื้อขาแฮมสตริงทำ Hip Hinge ... คุณดันสคว็อทลง เอาหลังเป็นตัวดึงน้ำหนักแทน หลังงอ...รู้สึกปวดหลัง ปวดเข่าแปล๊บบบขึ้นมาทันที  บอกกับตัวเองไม่ใช่อ่ะ ท่านี้เราทำไม่ได้ ยากไป



ผิดคะ!! ใครๆก็ทำ Deadlifts ยกน้ำหนักเป็น ร้อยสองร้อยพาวน์ได้ แต่วิธีการที่คุณใช้ฝึกต่างหาก ที่มันไม่ถูกต้อง

 อาทิตย์แรก Deadlift ที่ 80 พาวน์ อาทิตย์ที่ 3 ในรูปคือ 115 lb. x 10

อย่าไปเปรียบเทียบตัวคุณเองกับคนอื่นว่า เค้ายกหนักว่าเรา อยากยกหนักๆแบบนั้นได้บ้าง หากคุณเป็นมือใหม่หัดเวท เริ่มต้นใช้น้ำหนักที่เบาที่สุด แล้วค่อยๆไต่ระดับเพิ่มเอา  คนที่คุณเห็นว่าเค้ายกหนักๆน่ะ เริ่มต้น เค้าใช้น้ำหนักที่เบาที่สุดสำหรับตัวเค้าเช่นกันคะ ไม่มีใครเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ อยู่ดีๆลุกขึ้นไปโหลดบาร์ยกเป็น ร้อยๆพาวน์หรอก

ยกตัวอย่างจากแอนเอง เริ่มต้นเวทแบบถูกต้อง ด้อย ง่อยเรื่องความแข็งแรงมาก เพราะชีวิตนี้ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน และที่ออกๆเกือบ 2 ปี จากพวกคลิปยูทูป ซีดี ไปลอกตารางเวทชาวบ้านเค้า มันก็คนละเรื่องเลย ความแข็งแรงของเจ้าของตารางเวท(พวก fitness model ทั้งหลายแหล่) เค้าเวทกันมานาน เรามันระดับอนุบาล ไปเวทแบบเค้า ระบบประสาทกล้ามเนื้อยังพัฒนาได้ไม่ดีเท่าเค้า มันจึงแป๊กได้ผลไม่เหมือนกับที่โฆษณาไว้, พวก P90X, Insantity หรือ เจ๊จิลเลี่ยน มันก็เทียบกันไม่ได้

ดังนั้นแทนที่จะไปโหลดบาร์หนักๆ ทำท่า Back squats เพราะคิดว่าตัวเองเจ๋ง แอนเริ่มต้นที่ Bodyweight Box squat  ใช้เก้าอี้เป็นตัวรองก้น เพราะให้สคว็อทลงต่ำยังไม่ได้ flexibility ของส่วนสะโพก และ mobility ของข้อเท้ายังมีไม่มากพอ ถ้าสคว็อทก้นต่ำกว่าระดับ Pararell หลังจะโค้ง เข่างอเข้าด้านใน ...แบบในรูปด้านล่าง55 ยกเว้น เสื้อผ้า หน้าผม

เครดิตจาก dieselsc.com

ตรงนี้คนที่ชอบแนะนำชาวบ้านว่า สคว็อทต่ำๆ Ass To Grass ก้นจะได้สวยๆ อ่านนะ คนเริ่มต้นบางคน จะไม่สามารถสคว็อทต่ำกว่าpararell ได้ หากคุณไม่รู้ถึงข้อจำกัดของคนๆนั้น อย่าแนะนำค่ะ เดี๋ยวคุณจะทำให้เค้าบาดเจ็บมากกว่าก้นสวย

นอกจากนี้ แอนทำ Glute bridge, Step ups ใช้เก้าอี้ไม้เตี้ยๆ, ฝึกการทำ Hip hinge เพื่อเรียนรู้เทคนิคท่า Romanian Deadlifts อย่างถูกต้อง ทั้งหมด ใช้น้ำหนักตัวเปล่าทั้งนั้น

แต่ท่าด้านบนนั้น คือพื้นฐานในการทำ Squat,Bridge,Step up และ Deadlift ทำให้ถูกต้อง เรียนรู้การโฟกัสกล้ามเนื้อและเหมาะกับสมรรถภาพของตัวเอง ณ ขณะนั้น

ภายใน 4-5 เดือน จากแค่บอดี้เวทด้านบน แอนทำ Goblet full squats 65 พาวน์, Back squats แบบ pararell ได้ 95 พาวน์, Deadlifts กับ Hip Thrusts ได้เท่ากับน้ำหนักตัวเอง 125 พาวน์ ......

แต่เพื่อนของแอนอีกคน นางเล่นกีฬามาตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ ใช้ตารางฝึกเดียวกัน แต่นางสามารถยกหนักได้กว่าแอนเท่าตัว!!!

แอนไม่ใช่เพื่อน และ คุณไม่ใช่แอน...คนละคนเดียวกัน สรีระแต่ละคนจะแตกต่างกันไป บางคนจะเด่นในท่านี้แป๊ปๆเพิ่มน้ำหนักได้ไวมากในขณะที่อีกท่านึง หืดแทบขึ้นคอกว่าจะเพิ่มน้ำหนักได้ 5 พาวน์ เช่น ถ้าคุณมี Long Femur หรือ กระดูกต้นขายาว คุณจะไม่สามารถ สร้างสถิติในท่าสคว็อทได้ แต่ในท่า Back hyperextension คุณจะสามารถถือดัมเบลล์หนักๆ ยกได้เป็น 10-20 ครั้ง, ในขณะเดียวกัน หากคุณเป็นพวกแขนยาว(แบบแอน) บอกบ๊าย บายท่า Bench press เลยคะ คุณจะไม่ค่อยสร้างสถิติในท่านี้ได้เท่าไหร่  แต่คุณจะเป็น Deadlift rock star :) ค่ะ

ประเมินดูตัวคุณเองนะคะว่า คุณอยู่ที่ตรงไหน เป็นเบบี๋ฝึกเวทเลย หรือว่าเป็นแบบ intermediate แล้ว และก็หา regression-progression (ความง่าย-ยาก) ของท่านั้นๆ ฝึกให้แข็งแรงแล้วจึงเพิ่มความยาก เพิ่มน้ำหนักมากขึ้น

ตัวอย่าง ไล่จากง่ายสุดไปยาก

Squats
Bodyweight Box Squats, Goblet Squats(pararell), Dumbbell Squats, Barbell Back Box Squats(pararell),Goblet Full Squats, Barbell Low Box Squats, Barbell full Squat and other Squat variations

ท่า Goblet Squat


Deadlifts
Bodyweight Hip Hinge Drill, Dumbbell Romanian Deadlifts, Single-Leg Romanian Deadlift(bodyweight/dumbbells), Barbell Romanian Deadlifts,Single-Leg Romanian Deadlifts,American Deadlift, Rack Pull, Conventional Deadlifts and other Deadlift variations
การฝึก Hip Hinge
อยากรู้ท่าไหนเป็นยังงัย กูเกิ้ล ยูทูปเอาได้เลยคะ

2. กฏ  Progressive Overload สำหรับคนเริ่มต้น หรือ Beginners นั้น จะแตกต่างกันกับคนที่มีประสบการณ์ และ ผู้หญิง ก็จะแตกต่างไปจากผู้ชาย

แน่นอน คนที่เริ่มต้น การใช้กฏโอเวอร์โหลดจะไม่เหมือนกับคนที่ยกเวทมาอย่างโชกโชน และแตกต่างระหว่างผู้หญิง ผู้ชาย,คนที่มีกล้ามเนื้อและคนที่ไม่ค่อยมีกล้ามเท่าไหร่

เช่น โค้ชจะไม่สามารถสั่งให้ผู้หญิงที่เพิ่งเริ่มต้นเวท ให้เพิ่มน้ำหนักที่บาร์อาทิตย์ละ 10 พาวน์ ในท่า Squats, Deadlifts แน่นอน...โอกาสก็คือ แทนที่จะไปโฟกัสเรื่องเพิ่มน้ำหนักบนบาร์ โค้ชต้องไปโฟกัสเรื่องเทคนิคของท่า การใช้กล้ามเนื้อให้ถูกจุดเสียก่อน 

ผู้เริ่มต้นเวทบางคน ต้องเริ่มต้นที่ Box squat แบบ pararell หรือฝึก Deadlifts แบบ Rack Pull(ยกจาก Power rack) ก่อนแทนที่จะไปทำ Conventional Deadlifts(ยกจากพื้น)  และแต่ละอาทิตย์ ค่อยๆเพิ่ม Range of Motion หรือ ROM คือ ถ้าคุณสคว็อทตัวเปล่า(หรือใช้น้ำหนัก 45 พาวน์ในท่า Rack Pull) 3 เซ็ท,เซ็ทละ 10 ครั้ง และอาทิตย์ถัดๆไป คุณลดระดับของม้านั่งให้เตี้ยลง/ปรับบาร์ให้เตี้ยลง และในที่สุด คุณก็จะสามารถสคว็อทได้ Full ROM หรือสคว็อทแบบ pararell หรือต่ำกว่าได้,คุณจะทำ Deadlifts โดยที่บาร์อยู่ที่พื้นได้  นี่คือการทำ Progressive Overload แบบ Progressive Distance Training ค่ะ มันไม่ใช่เฉพาะเจาะจงแค่น้ำหนักที่เพิ่ม,จำนวนครั้งที่เพิ่มเท่านั้น.....สรุปสั้นๆ เน้นที่ ROM ให้ดี แล้วคุณค่อยเพิ่มน้ำหนักที่บาร์ อย่าทำแบบ สคว็อทซะหนัก แต่ตรูดหย่อนแค่ไม่กี่นิ้ว....เสียเวลาค่ะ

Deadlift Rack Pull



ท่าที่ร่างกายคุณมีส่วนในการเคลื่อนไหวร่วม เช่นพวก compound lifts ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Squats, Deadlifts, Hip Thrusts, Lunges, Back Extension เหล่านี้ คุณควรฝึกแบบใช้ตัวเปล่าให้ถูกต้อง ให้เต็ม ROM ก่อนเซ็ทละ 20 ครั้ง 2-3 เซ็ท แล้วจึงค่อยเพิ่มน้ำหนักในท่านั้นๆ

นอกจากนี้ หลายๆท่า คุณไม่สามารถเพิ่มน้ำหนัก5-10 พาวน์ ทุกครั้งเสมอไป แต่คุณสามารถเพิ่มจำนวนครั้งได้ เช่น bicep curls, lateral raises เป็นต้น(ให้ตายเหอะ จะเพิ่มดัมเบลล์ 5 พาวน์ทุกอาทิตย์เวลาทำ bicep curls มันเป็นไปไม่ได้คะ) และท่าบางท่า คุณสามารถปรับให้มันยาก ท้าทายมากขึ้น เช่นพวก Single Leg works ท่า Skater squats, Single-leg Hip Thrusts, Single-Leg Romanian Deadlifts(RDL), Bulgarian Split Squats เป็นต้น

คำแนะนำนี้เป็นประโยชน์สำหรับคุณผู้หญิงมากๆนะคะ   ยกตัวอย่างเช่น ถ้ายิมที่คุณไป หรือถ้าคุณออกกำลังกายที่บ้าน ดัมเบลล์มันไม่มี เพิ่มแบบ 2.5 พาวน์ มีแค่ 10 พาวน์ แล้วก็ไป 15พาวน์ โน่น ไม่มีตัว 12.5 พาวน์คั่นกลาง หรือ คุณไม่มีเวทเพลท 2.5 พาวน์ คุณคิดว่า อาทิตย์ก่อน คุณใช้ดัมเบลล์น้ำหนัก 10 พาวน์ ทำ Dumbbell curls  ได้ 10 ครั้ง พอมาอาทิตย์นี้ คุณจะเพิ่มน้ำหนัก 15 พาวน์( 50% ของน้ำหนักอาทิตย์ก่อน)  ยกจำนวนครั้งได้เท่ากับอาทิตย์ที่แล้ว หรือเปล่าคะ?? แน่นอนว่าคุณยกไม่ได้ 10 ครั้งแบบฟอร์มสวยๆแน่นอน เผลอๆ แค่ 3-5 ครั้งก็ยกไม่ไหวแล้ว....

ดังนั้นแทนที่คุณจะเพิ่มน้ำหนักเป็น 15 พาวน์ คุณใช้เวทน้ำหนักเท่าเดิมคือ 10 พาวน์ แต่เพิ่มจำนวนครั้งเป็น 12 ครั้ง อาทิตย์ต่อๆไป ก็เพิ่มจำนวนครั้ง จนกระทั่งคุณสามารถยกได้ 20 ครั้ง 2-3 เซ็ท,คุณค่อยเพิ่มน้ำหนักเป็น 15 พาวน์ ค่ะ




3. กฏProgressive Overload สามารถทำได้ 12 วิธี

จากในตอนเริ่มต้นที่ว่า การกฏโอเวอร์โหลดก็คือ "การบังคับให้กล้ามเนื้อทำงาน มากกว่าปกติที่เคยทำมาก่อน " ซึ่งมันมีอยู่หลากหลายวิธีที่คุณสามารถทำได้ค่ะ ในข้อ 1 และ ข้อ 2 ได้กล่าวเกี่ยวกับ การเพิ่ม ROM ,เพิ่มจำนวนครั้งที่ทำ,เพิ่มน้ำหนักที่ใช้

หลายคนอาจสงสัยว่า การเพิ่ม ROM การทำท่านั้นให้ถูกต้อง มันเป็นการใช้กฏโอเวอร์โหลดยังงัย?? มันถือเป็นการพัฒนาหรือ Progress ค่ะ  เพราะระบบประสาท กล้ามเนื้อคุณได้จดจำรูปแบบการเคลื่อนไหว จากเวิร์คเอาท์ที่คุณทำ คุณสามารถใช้กล้ามเนื้อได้ถูกจุดมากขึ้น ผลคือ คุณเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย

เมื่อฟอร์มถูกต้อง,คุณทำได้เต็ม ROM แล้ว ตอนนี้คุณก็สามารถเพิ่มจำนวนครั้งที่ทำและเพิ่มน้ำหนักได้ แต่มันไม่ได้มีแค่ 2 วิธีนี้เท่านั้น วิธีอื่นๆที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ คือ

  •  ใช้น้ำหนักเดิม แต่เพิ่ม ROM (range of motion)
  •  ใช้น้ำหนักเท่าเดิม,จำนวนครั้งเท่าเดิม แต่ไปปรับปรุงในเรื่องทักษะ ฟอร์มในท่านั้นๆ ทำให้ดีขึ้นกว่าอาทิตย์ก่อน เช่น ดึงข้อ แทนที่จะตะกายเอาคางพ้นบาร์ คุณก็สามารถ ดึงตัวเองขึ้นได้แบบสมูทมากขึ้น (efficiency)
  •  ใช้น้ำหนักเดิม แต่เพิ่มจำนวนครั้ง (volume)
  • เพิ่มปริมาณน้ำหนักที่ยก(intensity of load)
  • ยกน้ำหนักเท่าเดิม,จำนวนครั้งเท่าเดิม แต่ลดระยะเวลาพักให้สั้นลง(density)
  • ใช้น้ำหนักเดิม แต่ยกให้จังหวะเร็วมากขึ้น (intensity of effort)
  • เวลาเท่าเดิม แต่เพิ่มท่า/เพิ่มความเข้มข้นในการฝึก (density)
  • กำหนดเวลาให้สั้นลง แต่เทรนให้เสร็จภายในเวลานั้นๆ (density)
  •  เพิ่มจำนวนเซ็ทที่ทำ โดยที่ใช้น้ำหนัก,จำนวนครั้งเท่าเดิม  (volume)
  • เพิ่มวันที่ฝึกในอาทิตย์นั้นๆ (frequency)
  • ฝึกแบบเดิม แต่ทำ Fat loss protocol (increased relative volume)
  •  ใช้วิธี เทคนิคการยก เช่น forced reps,negatives, drop sets, static holds, rest-pause method, pause-rep, partial reps เป็นต้น  (intensity of effort)

  • ย้ำอีกที ข้อควรจำก็คือ ท่าที่ถูกต้อง และ ROM มาก่อนการเพิ่มน้ำหนักและเพิ่มประมาณครั้งค่ะ ฐานและเสาหลักอาคารนั้น ต้องแข็งแรง ก่อนที่คุณจะสร้างอาคารให้สูงขึ้น อย่าอีโก้สูง

    4. กฏ Progressive Overload จะไม่เกิดขึ้นเป็นเส้นกร๊าฟตรงๆ (non-linear)

    ในการฝึกเวทเทรนนิ่ง ไม่ว่าจะเรื่องการเพิ่มขนาด,เพิ่มความแข็งแรง,เพิ่มความอึด หรือแม้กระทั่งการทำ Fat loss มันจะไม่เกิดขึ้นเป็นเส้นตรงๆ เห็นความเปลี่ยนแปลงสม่ำเสมอ เพราะร่างกายของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นแบบนั้น บางครั้ง คุณสามารถเพิ่มน้ำหนักที่ยกได้อาทิตย์ละ 5-10 พาวน์ ติดๆกัน แต่บางครั้ง พัฒนาการคุณกลับหยุดชะงักเป็นเดือนๆ มีขึ้นๆลงๆเป็นปรกติค่ะ มันมีเหตุผลอธิบายมากมายว่าเพราะอะไร แต่มันอยู่นอกเหนือจากโพสนี้ ถ้าสนใจ ลองไปค้นหาอ่านดูกันได้ค่ะ

    ในความเป็นจริง เรื่อง Milo of Croton เอามาใช้ใน Progressive overload ไม่ได้


    ลองมานั่งคิดดู ถ้าหากคุณสามารถเพิ่มน้ำหนักที่คุณสคว็อทได้อาทิตย์ละ 10 พาวน์ ในปีนึง คุณจะสามารถยกเพิ่มขึ้นได้ 520 พาวน์ จากแรกเริ่ม หรือแม้กระทั่งเพิ่มอาทิตย์ละ 5 พาวน์ คุณจะยกได้ 260 พาวน์เพิ่มขึ้น หรือมากไปกว่านั้น หากคุณเพิ่มจำนวนครั้งที่คุณยก อาทิตย์ละ 1 ครั้ง, คุณจะยกเพิ่มขึ้นได้ 52 ครั้งรวมกันทั้งหมด....

    แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณจะไม่สามารถยกน้ำหนัก 260-520 พาวน์เพิ่มขึ้นได้ภายใน 1 ปี และคุณจะไม่สามารถยกจำนวนเพิ่มครั้งได้ 12-52 ครั้งในท่านั้นๆด้วยซ้ำ It just won't happen!! ไม่ว่าคุณจะแข็งแรงแค่ไหน นอกจากคุณเป็นเฮอคิวลิส หรือ ซุปเปอร์วูแมน 


    เคยสังเกตุตัวเองมั้ยละคะ บางเวิร์คเอาท์ คุณโคตรจะรู้สึก แข็งแรง ถึก มากมาย ยกน้ำหนักเพิ่มได้จากอาทิตย์ก่อนๆเป็นว่าเล่น, แต่ในขณะบางอาทิตย์ คุณรู้สึกอ่อน ด้อยเปลี้ย ยกได้น้อยกว่าอาทิตย์ก่อนด้วยซ้ำ แต่ทุกๆ 6 เดือน มันจะมีการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แข็งแรงมากขึ้น .

    กร๊าฟที่เห็นนี้เป็นของ Ruth Naidoo ค่ะ



    เป็นกร๊าฟแสดงพัฒนาการในระยะเวลา 1 ปี แสดงถึงปริมาณไขมันในร่างกาย( bodyfat %) และน้ำหนักตัวแบบ lean mass ในหน่วย กิโลกรัม

    ถ้าได้อ่านที่นี้ ก็อ้าปากค้างแล้ว เค้ามีพัฒนาการสุดยอดมาก แต่สังเกตุมั้ยคะว่า กร๊าฟมันไม่ได้ตรงเส้นเดียว ขึ้นลงระดับเดียว มันมีขึ้นและมีลง และให้สังเกตุปริมาณของกล้ามเนื้อที่ลดลงทั้งๆที่เค้าทำทุกอย่างถูกต้องตามที่โค้ชบอก ผู้หญิงคนนี้ทั้ง squats,deadlifts,bench press,hip thrusts,chin ups ใช้น้ำหนักในแบบที่ผู้ชายบางคนยังตะลึง,นางไม่เคยพลาด ไม่เคยเบี้ยวตารางเทรนสักครั้งเดียว,กินคลีน 100% ตลอดปี แต่กระนั้น ปริมาณกล้ามเนื้อได้สูญไป 11 พาวน์ ในช่วงที่เตรียมตัวประกวด Figure competition( เปอร์เซ็นไขมันในร่างกายอยู่ที่ 10%) อย่างไรก็ตาม นางชนะการประกวดค่ะ แล้วตอนนี้มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก


    5. กฏ Progressive Overload นั้น ช่วง 3 เดือนแรก เป็นช่วงนาทีทองที่สุดแล้ว

    ตามนั้นค่ะ ถ้าคุณเป็นมือใหม่หัดเวท ขอแสดงความยินดีด้วยเลย Sit back and enjoy your ride ;) เพราะในช่วง 3 เดือนแรกนี้ ถ้าคุณเทรนอย่างถูกต้อง ใช้กฏโอเวอร์โหลดที่กล่าวไปด้านบน คุณจะมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นมากที่สุด เมื่อเทียบกับช่วงอื่นๆ


    Pararell Back Squat สัปดาห์ที่ 3@ 95 พาวน์ x 5 , 5 เซ็ท
    เพิ่มจาก week 1 @ 65 พาวน์ x 10


     ในแต่ละสัปดาห์ คุณจะสามารถทำลายสถิติอาทิตย์ก่อนๆได้ หรือภาษาที่เรียกๆกันก็คือ Set new Pr's ยกน้ำหนักได้หนักมากขึ้น,อาทิตย์ก่อนคุณยกได้ 10 อาทิตย์นี้ ยกได้ 15 เป็นต้น นี่ก็เนื่องจากการเพิ่มของการพัฒนาของเส้นประสาทในการสั่งงานกล้ามเนื้อ ( intermascular coordination เส้นใยกล้ามเนื้อโดยปรกติแล้วไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาให้ใหญ่ขึ้น เพราะว่าในการใช้ชีวิตประจำวันร่างกายไม่ได้มีความจำเป็นต้องเรียกใช้งานเส้นใยกล้ามเนื้อทุกเส้น แต่เมื่อเริ่มเล่นเวท สมองจึงเริ่มสั่งการให้เส้นประสาท เรียกใช้งานเส้นใยกล้ามเนื้อเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ ดังนั้น ช่วงสองถึงสามเดือนแรก ความแข็งแรงโดยรวมจึงมีเพิ่มมากขึ้น)  นั่นเอง แต่ก็อย่าเพิ่งลิงโลดได้ใจไปนานคะ เพราะหลังจาก 3 เดือนแรกนั้น อัตราการเพิ่มความแข็งแรงคุณก็จะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ และก็เหมือนกับคนที่ยกเวทมานาน ทีนี้คุณจะเข้าใจว่า กว่าจะสร้าง PR ได้แต่ละครั้งนั้น มัน Fighting like hell เลือดตาแทบกระเด็น

    ขอพักก่อนคะ มีอีก 5 ข้อที่เหลือ เดี๋ยวคนอ่านงง ตาลายก่อน ไปทำความเข้าใจกันก่อนนะ แล้วเดี๋ยวแอนจะมาเขียนเพิ่มเติมอีก 5 ข้อ และตัวอย่างตารางเวทการทำ Progressive overload สำหรับ Beginner คะ

    ถ้าชอบ และคิดว่าบล็อกโพสนี้เป็นประโยชน์ ช่วยแชร์กันต่อไปเยอะๆได้เลยค่ะ แบ่งปันความรู้ที่ถูกต้อง อย่าเก็บไว้คนเดียว ความรู้ก็เหมือนแสงเทียน ช่วยกันจุดต่อๆกันไป จะได้สว่างไสว ผู้หญิงเราหันมาสนใจเวทกันมากขึ้น มีความรู้ที่ถูกต้องในเรื่องนี้มากขึ้น

    ขอบคุณคะ

    แอน

    ติดตามอัพเดทบล็อกได้ทาง Drop Dead Healthy Facebook Page